"บล.เคทีบีเอสที" เตรียมยื่นอุทธรณ์หลัง "ก.ล.ต." ประกาศบทลงโทษพักใบอนุญาตเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 2 ปี ชี้บทลงโทษรุนแรงกระทบธุรกิจ
หลังจากสำนักงานคณะกรรมการกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)ได้ประกาศบทลงโทษพักใบอนุญาติการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินเป็นเวลา 2 ปี กับบล.เคทีบีเอสที นั้น นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บล.เคทีบี (ประเทศไทย) หรือ เคทีบีเอสที เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมยื่นอุทธรณ์โทษ กับสำนักงานก.ล.ต. เพื่อให้ลดโทษการห้ามเป็นที่ปรึกษาทางการเงินภายในวันที่ 8 ก.ค.นี้ เพราะมองว่าบทลงโทษดังกล่าวรุนแรงเกินไป และบริษัทได้ปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นและทีมบริหารใหม่แล้ว
“บริษัทเตรียมยื่นอุทธรณ์โทษ เพราะเรามองว่าบทลงโทษรุนแรงเกินไป ที่ผ่านมาไม่เคยมีบริษัทหลักทรัพย์ใดที่โดนลงโทษหนักเช่นนี้ แม้กรณีอื่นๆ จะมีเรื่องเจตนาเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ในความผิดของทาง บริษัทอาจเกิดจากความประมาทเลินเลอ และความไม่เชี่ยวชาญของผู้บริหารบริษัทต่างชาติ ที่เป็นทีมผู้บริหารชุดเก่า”
นายวิน กล่าวว่า ก่อนเข้ามาถือหุ้น 25% ส่วนตัวได้รับรู้ความเสี่ยงเรื่องนี้ แต่ไม่คาดคิดว่าการลงโทษจะรุนแรงมากขนาดนี้ ซึ่งความผิดพลาดที่เกิดขึ้นไม่ได้ส่งผลเสียให้กับบริษัทผู้ระดมทุน หรือผู้ถือหุ้น ซึ่งหลังเกิตเหตการณ์ดังกล่าว บริษัทได้เปลี่ยนทีมงานผู้บริหารใหม่ และเปลี่ยนผู้ถือหุ้นใหม่ ซึ่งผู้บริหารหรือผู้ที่ทำรายการดังกล่าวไม่ได้อยู่กับทางบริษัทแล้ว ซึ่งบริษัทได้ปรับกระบวนการ การทำงานให้เข้มงวดมากขึ้น
หลังจากเข้ามาถือหุ้นของเคทีบีเอสที ได้มีการเตรียมแผนนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 8 บริษัท โดยจะเข้าระดมทุนในปี 2560 จำนวน 4 บริษัท และในปี 2561 อีก 4 บริษัท หากโทษพักใบอนุญาติดังกล่าวไม่ได้รับการลดโทษ จะส่งผลกระทบกับการนำบริษัทดังกล่าวเข้าจดทะเบียน ทั้งนี้วิธีการแก้ไขปัญหาของบริษัทคือ ส่งทีมด้านวานิชธนกิจ เข้าไปพูดคุยกับลูกค้าเพื่อทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนจะกระทบกับผลการดำเนินงานลบริษัทหรือไม่ ขอยืนยันว่าไม่ได้รับผลกระทบ เพราะที่ผ่านมาบริษัทไม่ได้ทำรายการหุ้นไอพีโอ
สำหรับเป้าหมายการดำเนินงาน บริษัทต้องการเพิ่มรายได้ในปีนี้ให้อยู่ที่ระดับ 400-450 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 20-30% โดยบริษีทจะเน้นการให้บริการที่ครบวงจรมากขึ้น ทั้งการปรับเพิ่มคุณภาพบทวิเคราะห์ ซึ่งผลดังกล่าวทำให้อัตราค่าธรรมเนียมเพื่อซื้อขายหลักทรัพย์ปรับขึ้นจากระดับ 0.15% มาอยู่ที่ 0.127% และในปี 2559 จะอยู่ที่ 0.15% โดยบริษัทตั้งเป้ามีส่วนแบ่งทางการตลาดที่ 2-2.5% ภายในปี 2560 และมีแผนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายใน 3-5 ปีข้างหน้า
นายปริย เตชะมวลไววิทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายงานเลขาธิการและสื่อสารองค์กร สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า การลงโทษการห้าเมป็นที่่ปรึกษาทางการเงิน ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้มีการลงโทษในลักษณะดังกล่าวกับบริษัทหลักทรัพย์มาก่อน ทั้งนี้บริษัทที่ถูกลงโทษ ยังสามารถยื่นเรื่องเพื่ออุธรณ์ได้ และจะมีการตัดสินการอุทธรณ์ภายใน 30 วัน







