"กระทรวงพาณิชย์" เผย มีผู้สนใจเข้าร่วมโครงการจดทะเบียนตามกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจแล้ว 1,400 ราย มั่นใจจะถึง 300,000 รายภายใน 1 ปี
น.ส.ผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า หลังจากกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2559 อย่างเป็นทางการแล้วนั้น กรมพัฒนาธุรกิจการค้าขอแนะนำให้ภาคธุรกิจเอสเอ็มอีและกลุ่ม Startup ที่อยู่ในระบบมากกว่า 300,000 ราย เตรียมเอกสารและแจ้งความจำนงเข้าร่วมต่อธนาคารพาณิชย์ที่ทำธุรกรรมสินเชื่อไว้ และกรมฯ จะร่วมกับพันธมิตร เช่น ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งที่มีความพร้อมทั้งระบบ กระบวนการทำงาน และบุคลากร เพื่อรองรับการจดทะเบียนผ่านระบบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในรูปแบบออนไลน์ทั้งหมด โดยสถาบันการเงินทุกแห่งที่มีรายชื่อของผู้ประกอบการและยินดีที่จะเข้าร่วมโครงการดังกล่าวสามารถยื่นคำขอต่อกรมฯ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยผู้ประกอบการทุกรายสามารถค้นหาข้อมูลการจดทะเบียนได้แบบ Real Time มายังกรมฯ อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นมีผู้ที่สนใจยื่นเรื่องดังกล่าวตามขั้นตอนที่กรมฯ กำหนดไว้แล้ว โดยเพียงวันแรกที่เปิดให้ยื่นจดในวันที่ 4 กรกฎาคมมีเอกชนสนใจแสดงความจำนงมากกว่า 1,400 ราย และเชื่อว่าจะมีปริมาณเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าจะมายื่นครบ 300,000 รายภายใน 1 ปี ซึ่งต่อไปผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะเข้าถึงเงินทุนได้โดยตรงเพื่อนำไปขยายกิจการต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเพิ่มขึ้น โดยนำทรัพย์สินที่ใช้เป็นหลักประกัน ได้แก่ กิจการทั้งบัญชีเงินสดและบัญชีเงินฝาก หรือสินค้าคงคลัง เช่น วัสดุอุปกรณ์เครื่องจักร อสังหาริมทรัพย์ หรือลูกหนี้ของบริษัท หรือทรัพย์สินทางปัญญาสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการวางเป็นหลักทรัพย์ เพื่อขอกู้เงินเพิ่มจากสถาบันการเงินต่าง ๆ ได้ และไม่เพียงกลุ่มเอสเอ็มอีเท่านั้น โดยกลุ่มผู้ประกอบการเกิดใหม่ Startup จะสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้สะดวกและรวดเร็วขึ้นอีกด้วย
ทั้งนี้ การคิดอัตราดอกเบี้ยที่ผู้ประกอบกิจการครั้งนี้จะเป็นระดับปกติตามประเภทธุรกิจ ซึ่งธนาคารพาณิชย์ แต่ละแห่งมีนโยบายที่แตกต่างกัน เชื่อว่าจะทำให้สถาบันการเงินขยายการให้สินเชื่อในกลุ่มเอสเอ็มอีและกลุ่ม Startup มากขึ้น แต่ต้นทุนต่ำลง เพราะลดความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ เนื่องจากกฎหมายฯ มีรูปแบบการดำเนินงานที่รวดเร็วเป็นธรรม รวมทั้งจะเป็นผลต่อการการจัดอันดับความง่ายในการทำธุรกิจของธนาคารโลกปรับตัวดีขึ้นได้ในอนาคต









