เอชเอสบีซี หั่นเป้าจีดีพีปีนี้เหลือ 2.8% ระบุความเสี่ยงส่งออกไทยกดดันเศรษฐกิจ แม้ภาวะภัยแล้งเริ่มทุเลาลง
นางสาวนลิน ฉัตรโชติธรรม นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย ระบุว่า เศรษฐกิจไทย ยังคงเติบโตได้ในระดับปานกลาง แต่ยังคงมีความแตกต่างระหว่างภาคโดยการท่องเที่ยว และการใช้จ่ายภาครัฐยังคงขยายตัวได้ดี แต่การลงทุนการบริโภคภาคเอกชน และการส่งออกยังมีความอ่อนแอในไตรมาสแรกปีนี้
การเติบโตของจีดีพีดีขึ้นกว่าคาด (ที่ระดับ 3.2% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน เดิมคาดการณ์ไว้ที่ 2.6%) แต่โอกาสที่เศรษฐกิจจะเติบโตได้ในระดับนี้ต่อไป อาจจะลดลงจากการที่การเติบโตของเศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนเพิ่มมากขึ้นอัน เพราะผลการลงประชามติของอังกฤษที่ผ่านมา เราคิดว่าการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนของไทย มีแนวโน้มขยายตัวในระดับที่ชะลอตัวลงกว่าที่คาดไว้เดิม
อีกทั้งข้อมูลเศรษฐกิจเมื่อเร็วๆ นี้ แสดงถึงการเติบโตของสินเชื่อ ที่ชะลอตัวลงรวมถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และความเชื่อมั่นภาคธุรกิจก็อ่อนแอลง
ดังนั้น จึงปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยทั้งในปี 2559 และ 2560 ลงเหลือ 2.8% จากเดิม 3.0% และ 3.1% ตามลำดับ และคาด ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% เหลือ 1.25% ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 14 ก.ย.นี้ เพื่อช่วยเกื้อหนุนเศรษฐกิจ และเป็นการป้องกันอย่างทันท่วงที ต่อโอกาสที่ดัชนีค่าเงินบาทที่แท้จริงจะปรับแข็งค่าขึ้น โดยอาจได้รับแรงกดดันจากหลายประเทศในแถบเพื่อนบ้าน ที่ปรับลดดอกเบี้ยลง
รวมถึงการนำเข้าที่ยังคงหดตัวอันเนื่องมาจากอุปสงค์ภายในประเทศอ่อนแอ (ส่งผลให้ดุลการค้าเพิ่มขึ้น) ส่วนเงินเฟ้อ เราได้ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้ขึ้นเป็น 0.7% จาก 0.4% เพราะการเพิ่มขึ้นอย่างผิดคาดของภาวะราคาอาหารในไตรมาส 2 แต่เรายังคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับต่ำในปี 2560 อยู่ที่ 2.1% ซึ่งเป็นการปรับลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับคาดการณ์เดิมของเราที่ 2.2% ทั้งนี้เนื่องจากการเติบโตของเศรษฐกิจที่อ่อนแอ
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกอื่น ๆ ที่น่าจะช่วยจำกัดความเสี่ยงขาลงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจได้ อย่างแรก คือ ความร้ายแรงของภาวะภัยแล้งมีแนวโน้มจะหมดไปโดยกรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่าปริมาณฝนจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติระหว่างเดือนมิถุนายน-เดือนกันยายนปีนี้ ซึ่งหมายถึงเราน่าจะได้เห็นการฟื้นตัว (แม้ว่าจะเป็นเพียงเล็กน้อย) ของปริมาณพืชผลทางการเกษตรและรายได้ของเกษตรกร ซึ่งจะตามมาด้วยการใช้จ่ายผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้น และการเยียวยาปัญหาหนี้ครัวเรือน
ถัดมา คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อรักษาการเติบโตให้อยู่ในระดับค่อยเป็นค่อยไป ตัวอย่างเช่น คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติการขยายระยะเวลาการลดหย่อนภาษีออกไปอีก 1 ปี สำหรับบริษัทที่มีการใช้จ่ายเพื่อการลงทุนในปีนี้ รวมถึงโครงการโครงสร้างพื้นฐานมูลค่ารวม 6.2 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีตั้งแต่เดือนมี.ค. รวมถึงการก่อสร้างทางรถไฟสายใต้ และรถไฟฟ้า3 เส้นทาง โดยคาดว่าจะเริ่มการก่อสร้างได้ปีนี้ นอกจากนี้ โครงการอีกหลายแห่งกำลังอยู่ระหว่างรอการอนุมัติในไตรมาส 3/59 และในช่วงที่ผ่านมา มีโครงการในแผนแม่บทการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับอนุมัติอย่างน้อยจำนวน 11 โครงการจากทั้งหมด 20 โครงการ (คิดเป็นมูลค่า 13 พันล้านดอลลาร์ จากทั้งหมด 45 พันล้านดอลลาร์)








