วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

นักลงทุนหลักทรัพย์เกิน100ล้าน ไม่กล้าเสี่ยงลงทุนนอก

แบงก์กรุงศรีฯ เผย นักลงทุนหลักทรัพย์เกิน 100 ล้านบาท ยังไม่กล้าออกไปเผชิญความเสี่ยงภายนอกผันผวน แม้ธปท.เปิดเกณฑ์ผ่อนคลายลงทุนตปท.

นายตรรก บุนนาค ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า จากการที่ ธปท.ได้ออกมาตรการผ่อนคลายเงินทุนเคลื่อนย้ายเพิ่มเติมในเรื่องการผ่อนคลายหลักเกณฑ์การลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศนั้น มองว่า เริ่มมีความน่าสนใจของนักลงทุนที่มีหลักทรัพย์รวมตั้งแต่ 100 ล้านบาทขึ้นไปพอสมควร แต่ก็ยังไม่ชัดเจนมาก เพราะนักลงทุนกลุ่มนี้ในไทยยังไม่มาก และขณะนี้ความผันผวนของตลาดยังคงมีอยู่จากปัจจัยภายนอก ดังนั้นเชื่อว่านักลงทุนจะยังไม่อยากออกไปเผชิญการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น ฉะนั้นยังไม่ใช่ปัจจัยหลักที่จะส่งผลต่อค่าเงินบาท แต่ทั้งนี้ การเปิดผ่อนคลายเงินทุนเคลื่อนย้ายในครั้งนี้ของธปท. อาจจะเป็นแค่จุดเริ่มต้น โดยเป็นอีกช่องทางหนึ่งให้นักลงทุนได้ศึกษาและเข้าใจการลงทุนที่ต้องรับความเสี่ยงในช่วงระยะสั้น3-6 เดือนนี้

ส่วนการผ่อนคลายหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจของศูนย์บริหารเงิน มองว่า จะช่วยขยายขอบเขตการบริหารเงินเพื่อให้ศูนย์บริหารเงินมีความคล่องตัวในการบริหารสภาพคล่องให้แก่บริษัทในเครือมากขึ้นและการชำระเงินของลูกค้าดีขึ้นแน่นอน จจะทำให้นักลงทุนต่างประเทศมั่นใจในการลงทุนในไทยมากขึ้นด้วย

ขณะที่แนวโน้มค่าเงินบาทปีนี้ ธนาคารยังมองในกรอบแคบ 35-36 บาทต่อดอลลาร์ และ ณ สิ้นปีนี้ค่าเงินบาทจะอยู่ที่ระดับ 35.50บาทต่อดอลลาร์ จากความไม่แน่นอน หลังผล Brexit ทำให้โอกาสขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดปีนี้ลดลง ไม่ขึ้นเลยหรือมีโอกาสขึ้นเพียง 0.25-0.5% ในเดือน ธ.ค.นี้ จะส่งผลต่อแนวโน้มค่าเงินบาทจะเริ่มแข็งค่าช่วงครึ่งปีหลังปีนี้จนถึงต้นปีหน้า สำหรับกรอบค่าเงินไตรมาส 2 ปี2557อยู่ที่ 34-36บาทต่อดอลลาร์ ค่าเฉลี่ย 35 บาทต่อดอลลาร์

ทั้งนี้ เงินทุนต่างชาติยังมีโอกาสไหลเข้าในไทยอย่างต่อเนื่องเพราะหลังผล Brexit เศรษฐกิจไทยไม่ได้รับผลกระทบและพื้นฐานเศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง ด้วยมีสภาพคล่องส่วนเกินสูงและระดับทุนสำรองสูง สามารถรองรับความเสี่ยงได้ และทิศทางอัตราดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีหลังนั้นมองว่า ธปท .ยังคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ1.5% ยังเก็บกระสุนไว้ใช้ในยามที่จำเป็น

อีกทั้งผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้น 1- 5 ปี สิ้นปีนี้ยังสูงเฉลี่ย 1-1.2% น่าลงทุนมากกว่าสินทรัพย์อื่นๆ ในภูมิภาคซึ่งมีผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้น ต่ำไม่ถึง 1% และอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกยังต่ำ รวมทั้งทิศทางตลาดหุ้นไทยยังปรับเพิ่มขึ้นมายืนเหนือระดับ 1400 จุด และในครึ่งปีหลังหากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดฯ กลุ่มหุ้นใหญ่และหุ้นพื้นฐาน น่าจะดีกว่าที่คาด ถือว่าเป็นทิศทางที่ดีต่อการลงทุน

“ช่วงครึ่งปีหลังนี้ยังมองว่าจะมีเงินไหลเข้าจากนักลงทุนต่างชาติ เข้าๆออกๆ เรื่อยๆ โดยเฉพาะหลังจาก Brexit แน่นอน สินทรัพย์ไทยโดยเฉพาะพันธบัตรระยะสั้น ยังมีผลตอบแทนที่ดี น่าลงทุนมากกว่า และสัดส่วนนักลงทุนต่างชาติถือครองในตลาดพันธบัตรของไทยในระดับต่ำ สัดส่วนเพียง 15% เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคมีสัดส่วนดังกล่าวอย่างอินโดนีเซียสูงถึง 40% มาเลเซีย 35% ดังนั้นเมื่อเกิดการเปลี่ยนในตลาดจากวิกฤติต่างๆ จึงส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทในระดับต่ำกว่าค่าเงินสกุลอื่นในภูมิภาค ถือว่าอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของธปท.ได้ดีมากในช่วงที่ผ่านมา”