คลังชี้อีก 10 ปีภาระการคลังในการดูแลผู้สูงอายุจะสูงถึง 16% ของงบประมาณ เสนอตั้งคกก.บูรณาการการออม พร้อมจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับ
นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างการจัดทำชุดของมาตรการรองรับสังคมสูงอายุ เพื่อเตรียมเสนอระดับนโยบายเพื่อพิจารณา ซึ่งมาตรการที่จะออกมานั้น จะมีหลายภาคส่วนเข้ามาเกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ นอกเหนือจากมาตรการการจ้างงานคนสูงอายุ โดยที่กรมสรรพากร จะให้นายจ้างสามารถนำรายจ่ายในการจ้างงานคนสูงอายุ มาหักได้สองเท่าแล้ว กระทรวงการคลัง กำลังพิจารณามาตรการต่างๆ เพื่อรองรับสังคมสูงอายุอีกหลายมาตรการ ไม่ว่าจะเป็นการทำ Reverse Mortgage เพื่อให้คนสูงอายุที่มีทรัพย์คือบ้าน สามารถนำบ้านมาเป็นหลักประกัน ในการได้เงินเป็นรายเดือนเพื่อยังชีพ รวมถึงโครงการจัดทำ Aging Complex หรือบ้านประชารัฐ สำหรับคนสูงอายุ
นอกจากนี้ ปลัดกระทรวงการคลัง ยังกล่าวว่า กระทรวงการคลัง ยังมีแนวคิดที่จะจัดทำกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาพบังคับ ( Mandatory Provident Fund) เพื่อสร้างฐานเงินออมให้กับลูกจ้างของภาคเอกชน
ขณะที่ แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในปัจจุบันรัฐมีภาระทางการคลังในการดูแลคนสูงอายุสุงขึ้นทุกปี โดยในปีงบประมาณ 2559 รัฐมีรายจ่ายเพื่อการชราภาพ รวม 3.08 แสนล้านบาท โดยรายการที่เป็นรายจ่ายหลักๆ มาจาก เบี้ยยังชีพคนชรา ที่ในปีงบประมาณนี้ กำหนดไว้ที่ 6.3 หมื่นล้านบาท,เงินที่รัฐสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม 2.3 หมื่นล้านบาท ,เงินบำนาญข้าราชการ 1.75 แสนล้านบาท และเงินที่รัฐจ่ายสมทบในกองทุน กบข. อีก 4.6 หมื่นล้านบาท ส่วนเงินสมทบที่รัฐจ่ายให้กับ กอช.ยังอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากเพิ่งเริ่มก่อตั้ง โดยอยู่ในระดับ 600-700 ล้านบาท
แหล่งข่าว กล่าวว่า งบประมาณเพื่อการชราภาพ 3.08 แสนล้านบาทดังกล่าวคิดเป็น 11 % ของรายจ่ายงบประมาณปี 2559 และคิดเป็น 2 % ของจีดีพี ซึ่งสศค. ประเมินว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า รายจ่ายนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 7.5 แสนล้านบาท หรือ 16 % ของงบประมาณในอีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้รายจ่ายนี้ใกล้เคียงกับรายจ่ายลงทุนของรัฐบาล
แหล่งข่าว กล่าวว่า การปรับปรุงเกี่ยวกับการชราภาพ จะมีทั้งผลบวกและผลลบต่อประชาชน และเนื่องจากเรื่องดังกล่าวเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ดังนั้น จึงควรมีคณะกรรมการเพื่อบูรณาการมาตรการทั้งหมด
ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาสังคมสูงอายุ มีหลายแนวทาง ในกรณีของ กองทุนประกันสังคมนั้น หากต้องการทำให้กองทุนมีความยั่งยืนในอนาคตอาจต้องขยายเงินเดือนที่ปัจจุบันกำหนดไว้ที่ 15,000 บาท ให้สูงขึ้น เพื่อให้การจ่ายเงินสะสมของลูกจ้างสูงขึ้น ส่วนการขยายอายุการเกษียณ เป็นเพียงการยืดระยะเวลาของปัญหาออกไปเท่านั้น ซึ่งหากไม่มีการแก้ไขปัญหาของกองทุนประกันสังคมในอนาคตกองทุนนี้จะอยู่ไม่ได้ เพราะเงินออกมากกว่าเงินเข้า
ส่วนแนวทางการจ้างคนสูงอายุทำงานว่า ในรายละเอียดนั้น อาจต้องกำหนด รายได้ต่อเดือนของลูกจ้างที่เป็นคนสูงอายุ เพื่อไม่ให้บริษัทใช้เป็นช่องทางในการลดหย่อนภาษี เช่น จ้างงานคนสูงอายุ ต่อเดือนไม่เกิน 15,000 บาท และกำหนดการจ้างงานคนสูงอายุ ไม่เกิน กี่เปอร์เซ็นต์ของแรงงานในบริษัท เป็นต้น
ส่วนอีกมาตรการหนึ่งของการส่งเสริมการจ้างงานคนสูงอายุ เช่น อาจเสนอเป็นเงินอุดหนุนเป็นรายหัวต่อคนสูงอายุ เช่น บริษัทจ้างคนสูงอายุโดยให้ค่าจ้างเดือนละ 15,000 บาท รัฐจะจ่ายให้นายจ้างเดือนละ 1 พันบาท เท่ากับนายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่คนสูงอายุรายนั้น เดือนละ 14,000 บาท เป็นต้น






