วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สรรพากร-บีโอไอ'ตีความต่างสิทธิส่งเสริม สอท.จี้เคลียร์

"ส.อ.ท." วอนรัฐเร่งแก้ปัญหาคำนวณภาษีระหว่าง "บีโอไอ – สรรพากร" เสนอออกกฎหมายพิเศษดึงเชื่อมั่นลงทุน ด้านเจโทร – เจซีซีห่วงกระทบความเชื่อมั่น

ผลพวงจากการตีความข้อกฎหมายภาษีไม่ตรงกันระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอกับกรมสรรพากร ส่งผลให้บริษัทเอกชนที่ได้รับสิทธิส่งเสริมการลงทุนคำนวณภาษีผิดพลาดและต้องเสียค่าปรับจำนวนมาก ได้ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนโดยเฉพาะการลงทุนของบริษัทต่างชาติในไทย

นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภายหลังศาลฎีกาตัดสินว่าบริษัทมินิแบ ของญี่ปุ่น ทำผิดกฎหมายสรรพากร จะต้องจ่ายภาษีและค่าปรับเป็นจำนวนมาก จะเป็นปัญหาสำคัญที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุน หรือขยายโครงการลงทุนเพิ่ม

ทั้งนี้ เนื่องจากบริษัทต่างๆที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จะยึดหลักการคำนวณภาษีตามแบบอย่างที่บีโอไอกำหนด โดยปัญหาที่เกิดขึ้นจะเกิดกับบริษัทที่มีโครงการลงทุนตั้งแต่ 2 โครงการขึ้นไป ซึ่งกฎหมายบีโอไอมาตราที่ 31 วรรค 4 กำหนดว่าสามารถแยกการคำนวณภาษีแต่ละโครงการ เช่น หากได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนในโครงการที่ 1 ได้รับการยกเว้นภาษี 8 ปี หากในระหว่าง 8 ปี มีปีใดขาดทุน ก็สามารถนำผลการขาดทุนมาหักภาษีในปีที่ 9-13 ได้ และหากโครงการที่ 2 ในรอบ 8 ปี มีกำไร ในปีที่ 9 ก็เสียภาษีตามปกติ

ตีความหักขาดทุนกระทบต่างกัน

แต่วิธีการคำนวณตามกรมสรรพากร ให้นำผลกำไรขาดทุนของทั้ง 2 โครงการมารวมกัน หากมีผลรวมขาดทุนก็นำไปหักภาษีในปีที่ 9 ได้ แต่ถ้าผลรวมมีกำไรก็ไม่สามารถนำมาหักภาษีได้ โดยจุดนี้เป็นส่วนสำคัญเพราะการคำนวณภาษีทั้ง 2 รูปแบบมีผลต่างกัน จึงกระทบต่อโครงการลงทุนทั้งหมดของบริษัท และบริษัทที่คำนวณตามบีโอไอ ก็จะทำให้มีการคำนวณและการส่งภาษีที่ผิดด้วยกันทั้งหมด ทำให้ต้องยึดตามหลักการตัดสินของศาลฎีกา ทำให้บริษัทเหล่านี้ทำผิดตามกฎหมายของสรรพากร จะต้องจ่ายภาษีย้อนหลัง และค่าปรับต่างๆเป็นจำนวนมาก

ซึ่งไม่ใช่ความผิดภาคเอกชน แต่เป็นความไม่ชัดเจนของกฎหมายของ 2 หน่วยงาน ที่ผ่านมาสำนักงานกฤษฎีกา ก็ตัดสินตามกรอบของกฎหมายบีโอไอ และศาลชั้นต้นก็ตัดสินให้มินิแบชนะคดี แต่ก็แพ้ไปในการตัดสินของศาลฎีกา เพราะกฎหมายของบีโอไอกำหนดในเรื่องนี้ไม่ชัดเจน

30 บริษัทเอกชนอยู่ในขั้นฟ้องร้อง

“ในขณะนี้ มีบริษัทที่อยู่ในกระบวนการฟ้องร้องอยู่กว่า 30 ราย และอยู่ระหว่างการสำรวจว่ามีกี่บริษัทที่เข้าข่ายแบบกรณีมินิแบ ซึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่เกือบทั้งหมด และในอนาคตจะมีอีกหลายรายที่อาจจะต้องถูกดำเนินคดี ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างรุนแรง ดังนั้นแนวทางการแก้ไขรัฐบาลควรจะออกกฎหมายพิเศษที่สูงกว่ากฎหมายบีโอไอ และสรรพากร กำหนดเรื่องนี้อย่างชัดเจน และบีโอไอ ควรจะระบุข้อกำหนดในการคำนวณภาษีอย่างชัดเจน หรือเป็นข้อกำหนดในการให้บัตรส่งเสริม เพื่อให้นักลงทุนได้คำนวณภาษีอย่างถูกต้อง ซึ่งหากรัฐบาลแก้ไขปัญหานี้ได้ ก็จะทำให้นักลงทุนอีกมากมั่นใจที่จะเข้ามาลงทุนในไทย” นายวัลลภ กล่าว

นายกิตติ ตั้งจิตรมณีศักดา เลขาธิการและงานกฎหมาย ส.อ.ท. กล่าวว่า ในเรื่องปัญหาความาขัดแย้งระหว่างกรมสรรพากร และบีโอไอ มีมานานกว่า 10 ปีแล้ว และเรื่องการฟ้องร้องก็อยู่ในศาลฎีกามา 6-7 ปี ซึ่งล่าสุดกรมสรรพากรได้ให้เวลาถึงวันที่ 1 ส.ค.นี้ บริษัทต่างๆที่คำนวณภาษีผิดจากที่กรมสรรพากรกำหนดมาเสียภาษีให้ถูกต้อง โดยไม่ต้องเสียค่าปรับต่างๆ แต่จะต้องยอมถอนคดีความที่อยู่ในชั้นศาล จะต้องยอมจบในเรื่องนี้

โดย ส.อ.ท. ได้เข้าไปหารือกับ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เพื่อผลักดันแก้ไขปัญหานี้ ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรูปในเร็วๆนี้

วอนรัฐเร่งแก้ปัญหาสร้างเชื่อมั่น

“รัฐบาลควรจะแก้ไขปัญหานี้ให้ชัดเจน เพราะการที่นักลงทุนจะเข้ามาตั้งโรงงาน จะต้องคำนวณตัวเลขทุกอย่าง รวมทั้งอัตราภาษีทั้งหมด ว่าคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ หากคุ้มค่าก็ลงทุนโดยปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช้ความผิดของรัฐบาลนี้ เพราะเป็นปัญหาที่ต่อเนื่องมายาวนาน ดังนั้นควรจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนในรัฐบาลนี้ ซึ่งหากรัฐบาลแก้ไขได้เร็ว ก็จะทำให้มีการลงทุนเพิ่มขึ้นอีกมาก เพราะไทยมีพื้นฐานต่างๆที่ดี เหมาะที่จะเป็นศูนย์กลางการลงทุนในภูมิภาคนี้ รวมทั้งนโยบายส่งเสริมการลงทุนต่างๆก็เป็นที่พอใจของนักลงทุน” นายกิตติ กล่าว

เจโทร-เจซีซีกังวลลงทุน

ทั้งนี้ จากการหารือกับองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร)และหอการค้าญี่ปุ่น - กรุงเทพฯ ( เจซีซี ) ต่างก็มีความกังวลในเรื่องนี้ เพราะในตอนที่ให้บัตรส่งเสริมการลงทุนก็ได้บอกวิธีและการคำนวณภาษีว่าจะต้องเป็นอย่างไร แต่ในตอนหลังกรมสรรพากรกลับบอกว่าผิด ทั้งๆที่เป็นหน่วยงานรัฐด้วยกัน ทำให้นักลงทุนเกิดความไม่มั่นใจในนโยบายของรัฐบาล

นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า กรณีที่ข้อขัดแย้งวิธีการคำนวณภาษีระหว่างบีโอไอ กับกรมสรรพากร ทำให้บริษัทมินิแบที่คำนวณภาษีตามแบบกฎเกณฑ์ของปีโอไอ ต้องแพ้คดีในชั้นศาลฎีกา ที่ยึดหลักการคำนวณภาษีของกรมสรรพากร ซึ่งยอมรับว่าส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนพอสมควร

ขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างการหารือกับทุกหน่วยงาน เพื่อให้ได้ข้อสรุปการคำนวณภาษีที่ตรงกัน คาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆนี้ เพราะเป็นเรื่องเร่งด่วน ซึ่งหากแก้ไขปัญหานี้ได้ ก็จะทำให้เกิดการลงทุนในโครงการต่างๆได้เร็วขึ้น

ยอดค่าปรับภาษีสูงกว่า6พันล้าน

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีปัญหาของบริษัทเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากการชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติมตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาว่า รัฐบาลได้มีการช่วยเหลือภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบด้วยการเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ขยายกำหนดระยะเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม สำหรับบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งต้องชำระภาษีเพิ่มเติม ซึ่งทำให้บริษัทเอกชนที่จะต้องเสียค่าปรับ มีเวลาในการยื่นภาษีในปีนี้ที่จะต้องเสียภาษี ตามคำพิพากษามากขึ้น และไม่ต้องเสียค่าปรับแต่ต้องเสียเฉพาะภาษีเงินได้นิติบุคคลจากจำนวนนี้ประมาณ 6,000 ล้านบาท จากเดิมที่ต้องเสียค่าปรับประมาณ 50% ของภาษีที่จะต้องเสียในปีนี้ซึ่งทำให้เอกชนสามารถประหยัดต้นทุนได้

สำหรับปัญหาที่เอกชนมีการเรียกร้องว่าการเสียภาษีเพิ่มเติม มาจากการบังคับใช้กฎหมายที่แตกต่างกันของหน่วยงานรัฐ ซึ่งในอดีตต้องยอมรับหน่วยงานรัฐที่บังคับใช้กฎหมายและถือกฎหมายคนละฉบับไม่ค่อยได้มีการหารือกัน เมื่อกฎหมายที่บังคับใช้มีความขัดแย้งกัน มักมีการส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ

อย่างไรก็ตามบางกรณีที่กฤษฎีกามีการตีความแล้วและมีการขัดแย้งไม่ยุติคดีความที่ส่งไปให้ศาลพิพากษาผู้พิพากษาไม่จำเป็นต้องตัดสินตามที่กฤษฎีกาตีความ ซึ่งกรณีความขัดแย้งของเอกชนกับหน่วยงานของรัฐหากมีการเจรจากันได้โดยไม่ต้องเป็นคดีความจะเป็นผลดีกว่า

“ปัญหานี้เป็นปัญหาที่เกิดมาในอดีต ซึ่งระหว่างหน่วยงานอาจไม่มีการหารือกันว่าจะแก้ปัญหาร่วมกันอย่างไร แต่ในปัจจุบันเรารับรู้ปัญหานี้แล้วจะมีการคุยกันก่อนมากกว่าเพื่อหาทางออก ไม่ให้มีกรณีความขัดแย้งที่ส่งผลเสียต่อเอกชน และกระทบภาพลักษณ์การลงทุนของประเทศ”นายกอบศักดิ์กล่าว

ครึ่งปีแรกยอดขอส่งเสริมทะลุ 3 แสนล้าน

นางหิรัญญา กล่าวถึงแนวโน้วการขอรับการลงทุนในปีนี้ ว่า จากการรวมยอดผู้ที่เข้ามาขอรับการส่งเสริมการลงทุนในรอบ 6 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-มิ.ย.) มีมูลค่าการลงทุนประมาณ 3 แสนล้านบาท และคาดว่าในครึ่งปีหลังจะมีอัตราการเร่งสูงกว่าครึ่งปีแรก เพราะจะมีการปรับปรุงกฎหมายของบีโอไอ ที่จะเพิ่มสิทธิยกเว้นภาษีเพิ่มขึ้นเป็น 13 ปี จากปัจจุบันที่กำหนด 8 ปี รวมทั้งจะมีความชัดเจนของกองทุนเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน 1 หมื่นล้านบาท และให้การยกเว้นภาษีนิติบุคคลสูงสุดถึง 15 ปี และการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับนักวิจัยชั้นนำของโลก ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันที่สำคัญ ทำให้มั่นใจว่ายอดการขอรับการส่งเสริมฯในปีนี้จะถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ 4.5 แสนล้านบาท อย่างแน่นอน

ส่วนเม็ดเงินที่ลงทุนจริงในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-มี.ค.) มีประมาณ 1 แสนล้านบาท คาดว่าในปี 25559 จะมียอกการลงทุนก่อตั้งธุรกิจจริงประมาณ 6-7 แสนล้านบาท สูงกว่าปี 2558 ที่มีมูลค่าลงทุนจริงอยู่ที่ 5 แสนล้านบาทซึ่งจะก่อให้เกิดการจ้างงาน และการสร้างรายได้ให้กับประเทศเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก