วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เผยยอดขอส่งเสริมการลงทุนครึ่งปีแรกแตะ 3 แสนลบ.

"บีโอไอ" เผยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนครึ่งปีแรกอยู่ที่ 300,000 ล้านบาท มั่นใจทั้งปียังเป็นไปตามเป้าที่ 450,000 ล้านบาท

นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอ เปิดเผยว่า ยอดนักลงทุนยื่นโครงการขอรับส่งเสริมการลงทุนกับบีโอไอ ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ว่า มียอดรวม 300,000 ล้านบาท เพิ่มจากช่วง 5 เดือนแรกปีนี้ ที่มียอดรวม 220,000 ล้านบาท ทั้งนี้ยังเชื่อมั่นว่า ยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 450,000 ล้านบาท ส่วนเม็ดเงินลงทุนจริงปีนี้จากโครงการที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนไปแล้วก่อนหน้านี้ คาดว่าจะมีวงเงิน 600,000-700,000 ล้านบาท จากไตรมาสแรกปี 59 มียอดลงทุนจริงแล้ว 100,000 ล้านบาท

ปัจจัยที่ทำให้ยอดยื่นโครงการขอรับส่งเสริมการลงทุนในช่วงครึ่งปีแรก ได้แก่ ผลจากการออกไปทำโรดโชว์ที่มีผลสำเร็จถึงร้อยละ 90ใน 17 กิจการ ใน 3 ประเทศคือ ญี่ปุ่น เกาหลีและประเทศจีน ซึ่งญีปุ่นและเกาหลียื่นโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนแล้ว ความชัดเจนโครงการลงทุนภาครัฐ รวมถึงการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor : EEC ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัดได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรีและจังหวัดระยองที่มีการประชาสัมพันธ์ไปแล้วเบื้องต้น ซึ่งขอยืนยันว่า มีพื้นที่เพียงพอที่จะรองรับการลงทุน เนื่องจากมีพื้นที่รองรับทั้งโครงการนิคมอุตสาหกรรมของภาคเอกชนและนิคมอุตสาหกรรมของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) รวมถึงมาตรการเร่งรัดการลงทุนที่ให้นักลงทุนยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2559และต้องนำเงินมาลงทุนจริงภายในปี 60โดยหากนำเม็ดเงินมาลงทุนร้อยละ 70 ของมูลค่าการลงทุนโครงการ ลงทุนจริงภายในครึ่งปีแรกปีนี้ ทำให้มีเงินเข้ามาถึง 200,000 ล้านบาท

สำหรับภาพรวมนักลงทุนยื่นโครงการของรับส่งเสริมการลงทุนกับบีโอไอในช่วงครึ่งปีหลังปีนี้ เชื่อมั่นว่า จะเป็นอัตราเร่งมากขึ้นกว่าครึ่งปีแรก และต่อเนื่องไปถึงปีหน้า เพราะจะมีการแก้ไขกฎหมายบีโอไอให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเงินได้นิติบุคคล จากเดิมให้ 8​ ปีเป็น 13 ปี และแทคอลาวัล หรือ “หักค่าใช้จ่ายสำหรับการลงทุน”สามารถนำมาหักกำไรเพื่อเสียภาษีเงินได้ในอัตราที่ลดลง

นอกจากนี้ ผลสำรวจขององค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น หรือ เจโทร กรุงเทพฯ พบว่า นักลงทุนญี่ปุ่นยังสนใจลงทุนในประเทศไทยมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในเอเชีย รองจากประเทศสิงคโปร์เท่านั้น โดยอุตสาหกรรมที่จะเข้ามาลงทุน จะอยู่ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย และภาคบริการ ได้แก่ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีสูง อาหารเพื่อสุขภาพ ชิ้นส่วนโทรคมนาคมอย่างออฟติกไฟเบอร์ และเครื่องมือแพทย์ เป็นต้น และยังมีการยื่นของรับส่งเสริมการลงทุนในโครงการการลงทุนในกิจการสำนักงานใหญ่ข้ามประเทศหรือไอเอชคิว และบริษัทการค้าระหว่างประเทศหรือ ไอทีซี จากเดิมปลายปีที่ผ่านมามีจำนวน 49 บริษัท ขณะนี้เพิ่มเป็น 64 บริษัทแล้ว และขณะนี้จีนและญี่ปุ่นสนใจมากในเรื่องนี้

ส่วนผลจากสหราชอาณาจักรจะออกจากการเป็นสมาชิกสภาพยุโรปนั้น ไม่ผลกระทบต่อการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยน้อยมาก เพราะการเข้ามาลงทุนในไทยมีน้อย ยกเว้นการลงทุนด้านการเงินในสิงคโป