วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

คลังจูงใจรายใหญ่ช่วยเอสเอ็มอี ลดหย่อน 1-2 เท่า

รมว.คลัง เตรียมมาตรการภาษีจูงใจธุรกิจรายใหญ่ช่วยเหลือเอสเอ็มอี โดยนำรายจ่ายจากการดำเนินงาน มาหักลดหย่อนได้ 1-2 เท่า คาดสรุปเร็วๆ นี้

ธุรกิจขนาดกลางและย่อม หรือ เอสเอ็มอี ยังคงเป็นปัญหาในการประกอบกิจการ ส่งผลให้เอสเอ็มอีจำนวนมากต้องประสบปัญหาขาดทุน และขาดเงินทุนหมุนเวียน โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ รัฐบาลจึงออกมาตรการจำนวนมากเพื่อช่วยเหลือทั้งเรื่องเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ การค้ำประกันสินเชื่อ และจัดตั้งกิจการร่วมทุน ล่าสุดกำลังจะจูงใจให้ธุรกิจรายใหญ่ช่วยเหลือเอสเอ็มอี ด้วยการนำค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนภาษี

โดยนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงคลัง เตรียมออกมาตรการส่งเสริมให้ธุรกิจขนาดใหญ่เข้าช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็ก หรือเอสเอ็มอี ซึ่งจะจูงใจผ่านมาตรการทางภาษี

ทั้งนี้ หลักการเบื้องต้น จะให้ธุรกิจรายใหญ่นำรายจ่ายที่เข้าไปช่วยเหลือเอสเอ็มอีมาหักลดหย่อนภาษีได้เพิ่ม 1 หรือ 2 เท่าของค่าใช้จ่าย โดยรูปแบบรายการที่จะหักเป็นรายจ่ายได้ ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างพิจารณา เช่น การเข้าไปช่วยฝึกอบรมการบริหารจัดการธุรกิจ การทำบัญชีรับจ่าย การอุดหนุนด้านโปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรือ หากเอสเอ็มอีเข้าหาแหล่งทุนไม่ได้ ก็ให้ธุรกิจรายใหญ่เข้าค้ำประกันสินเชื่อได้ เป็นต้น

นอกจากนี้ หากธุรกิจรายใหญ่เข้ามาช่วยเหลือทางด้านสังคมหรือท้องถิ่น ก็สามารถนำรายจ่ายมาหักลดหย่อนเป็นค่าใช้จ่ายของธุรกิจได้ โดยจะให้หักรายจ่ายเป็น 1 ถึง 2 เท่า เช่นเดียวกันกับการเข้าไปช่วยเหลือรายย่อย โดยมาตรการดังกล่าคาดว่าจะมีข้อสรุปในเร็วๆ นี้

ทั้งนี้ รมว.คลัง กล่าวถึงมาตรการให้บริษัทรายใหญ่ช่วยเอสเอ็มอี ระหว่างปาฐกถาพิเศษ"โอกาสของนักลงทุนและเอสเอ็มอีกับตลาดหลักทรัพย์ Mai ในงาน mai FORUM 2016 ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์

เขากล่าวว่า ระยะที่ผ่านมา กระทรวงการคลังได้ออกมาตรการสนับสนุนธุรกิจเอสเอ็มอีให้มีการเติบโตจำนวนมาก โดยคิดเป็นเม็ดเงินกว่า 3.5 แสนล้านบาท

รมว.คลังชี้อุ้มเอสเอ็มอีลดเหลื่อมล้ำ

“รัฐบาลให้ความสำคัญต่อการพัฒนาธุรกิจเอสเอ็มอีอย่างมาก เพราะเอสเอ็มอีในไทยมีถึง 2 ล้านราย หากช่วยพัฒนาให้ธุรกิจเหล่านี้มีศักยภาพให้ได้ 5 แสน ถึง 1 ล้านราย ก็จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้ประเทศมีความก้าวหน้าได้เป็นอย่างดี ซึ่งการเข้าไปช่วยรายย่อยนี้ จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมตามนโยบายรัฐบาลได้ และยังก่อให้เกิดการจ้างงานได้มากขึ้น เพราะขณะนี้ ธุรกิจรายใหญ่หันมาใช้ไอทีแทนกำลังแรงงานมากขึ้นดังนั้น หากเอสเอ็มอีได้รับการพัฒนา ก็จะมีการจ้างงานมากขึ้น”

ที่ผ่านมารัฐบาลได้เข้าไปช่วยเหลือเอสเอ็มอี เช่น ดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำและเติมเงินในการเข้าไปช่วยค้ำประกันสินเชื่อ พร้อมทั้งผลักดันโครงการเอสเอ็มอีสตาร์ทอัพ เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการใหม่ให้เป็นเถ้าแก่ในอนาคต

เข้าถึงเงินทุนแก้ปัญหาเอสเอ็มอี

สำหรับการเข้าถึงแหล่งทุนของเอสเอ็มอี ถือว่า เป็นหนึ่งในปัญหาของเอสเอ็มอี เพราะธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่จะไม่ปล่อยสินเชื่อ เนื่องจากความเสี่ยงและต้นทุนที่มากกว่าเมื่อเทียบกับการปล่อยสินเชื่อให้ธุรกิจรายใหญ่ เพราะเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ยังไม่มีระบบบัญชีที่ดี ทำให้ธนาคารต้องใช้บุคลากรในการประเมินระบบบัญชี เป็นเหตุผลที่รัฐบาลสนับสนุนให้เอสเอ็มอีทำบัญชีเล่มเดียว เพื่อให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่าย โดยในปี 2563 เอสเอ็มอีรายใดที่ทำบัญชีเล่มเดียว สามารถเข้าขอสินเชื่อจากธนาคารได้

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ออกมาตรการช่วยเอสเอ็มอีไปแล้วหลายมาตรการ อาทิ ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือซอฟท์โลนวงเงินรวม 1.8 แสนล้านบาท การค้ำประกันสินเชื่อโดยบรรษัทค้ำประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมวงเงิน 1 แสนล้านบาท และมาตรการทางภาษีให้เอสเอ็มอีสตาร์อัพที่มีเทคโนโลยีในการผลิตใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย คือ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสตาร์ทอัพที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2558- 31 ธ.ค.2559 เป็นเวลา 5 ปี รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกัน รวมถึงให้สิทธิภาษีกิจการร่วมทุน หรือ Venture Cappital(VC) ในธุรกิจเอสเอ็มอีสตาร์ทอัพ และเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำผ่านธนาคารรัฐ

เปิดจดทะเบียนหลักประกันธุรกิจ 4 ก.ค.

ขณะที่ นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2559 ซึ่งเปิดทางให้นำทรัพย์สินที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ไม่สามารถจำนองหรือจำนำมาใช้เป็นประกันประกันการชำระหนี้โดยไม่ต้องส่งมอบการครอบครองทรัพย์สิน เช่น สิทธิเรียกร้อง สินค้าคงคลัง วัตถุดิบในการผลิต และทรัพย์สินทางปัญญา จะทำให้ผู้ประกอบธุรกิจเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ขณะที่สถาบันการเงินก็จะมีทางเลือกในการรับหลักประกันได้เพิ่มมากขึ้น มีความมั่นใจในการให้สินเชื่อ เนื่องจากหลักประกันมีกฎหมายรองรับชัดเจน

โดยในวันที่ 4 ก.ค. 2559 สำนักงานทะเบียนหลักประกัน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ จะเริ่มเปิดให้จดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจได้ หากผู้ประกอบธุรกิจมีทรัพย์สินที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ใช้ในการประกอบธุรกิจก็สามารถนำมาเป็นหลักประกันการขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินได้