ยุคดิจิทัล 'จังหวะรวย' 'เอแอลที เทเลคอม'

ยุคดิจิทัล 'จังหวะรวย' 'เอแอลที เทเลคอม'

ธุรกิจโตเท่าตัว 'ปรีญาภรณ์ ตั้งเผ่าศักดิ์' นายหญิง บมจ.เอแอลที เทเลคอม ยืนยันสตอรี่ใหญ่ เร่งมือดันธุรกิจใหม่กำไรหนัก ขึ้นแท่น Core Business

'งานเสร็จเร็วกว่าคูแข่ง เพราะมีเทคโนโลยีทันสมัยที่สุดในเมืองไทย'

ถือเป็นหนึ่ง 'จุดเด่น' ของ บมจ.เอแอลที เทเลคอม หรือ ALT ผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมแบบครบวงจร (one stop solution for telecom provider) ที่กำลังจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในวันพรุ่งนี้ (4 ก.ค.) ราคาหุ้นละ 4.70 บาท

สอดคล้องกับบทวิเคราะห์ของหลากหลายสำนักที่ว่า ประสบการณ์ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมที่มีมานานกว่า 15 ปี ทำให้บริษัทเข้าใจความต้องการของลูกค้าเฉพาะกลุ่ม ส่งผลให้มีงานใหม่ๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันบริษัทยังวางแผนการดำเนินธุรกิจในอนาคตชัดเจน

ฉะนั้นหากพิจารณาจากค่า P/E ratio ที่ 23 เท่า ซึ่งเป็นระดับเดียวกับอุตสาหกรรมเทเลคอม และความต้องการของนักลงทุนสถาบันที่มีสูงถึง 12 เท่า รวมถึงการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจดิจิตอลของภาครัฐ ราคาเหมาะสมหุ้น ALT อาจอยู่ระดับเฉลี่ย 6.10 บาท

บมจ.เอแอลที เทเลคอม ดำเนินธุรกิจหลัก 3 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.ธุรกิจให้บริการสร้างสถานีฐาน ติดตั้ง และซ่อมแซมอุปกรณ์โทรคมนาคม คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 67.19% 2.ธุรกิจจำหน่ายสินค้าในกลุ่มโทรคมนาคม สัดส่วน 32.81% และ 3.ธุรกิจให้เช่าโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม ซึ่งงานกลุ่มสุดท้ายจะเริ่มมีรายได้เชิงพาณิชย์ไตรมาส 1 ปี 2559 หลังเข้าไปชิมลางเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2556-2558) บริษัทมี “กำไรสุทธิ” ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ไล่มาตั้งแต่ 50.14 ล้านบาท 100.94 ล้านบาท และ 220.16 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่ในช่วงไตรมาสแรกปี 2559 บริษัทมีกำไรสุทธิ 64.73 ล้านบาท และมีอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ระดับ 11.14%

'ปรีญาภรณ์ ตั้งเผ่าศักดิ์' กรรมการผู้อำนวยการ บมจ.เอแอลที เทเลคอม ยืนยันผ่าน 'กรุงเทพธุรกิจ BizWeek' ว่า พื้นที่ไหนที่มีการใช้ระบบโทรศัพท์มือถือและระบบอินเตอร์เน็ต พื้นที่นั้นจะต้องมีสินค้าและบริการของเอแอลที การดำเนินงานบนกลยุทธ์ดังกล่าวจะทำให้องค์กรแห่งนี้ มุ่งหน้าสู่การเติบโต 'เท่าตัว'

มั่นใจทำได้แน่นอน!! วันนี้มีปัจจัยมากมายคอยสนับสนุนการเติบโตของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคดิจิตอล หรือแม้กระทั่งนโยบายภาครัฐ และการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ซึ่งเรื่องเหล่านี้ล้วนแต่เป็นตัวผลักดันฐานะการเงินของบริษัท

การแข่งขันของผู้ประกอบการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทย ถือเป็นอีกเรื่องที่คอยสนับสนุนการเติบโตของบริษัท สะท้อนผ่านการทุ่มเงินลงทุนจำนวนมากในปี 2559-2560 เพื่อขยายบริการของ 'โอเปอเรเตอร์ 3 รายใหญ่ของเมืองไทย'

ไล่มาตั้งแต่ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ ADVANC ทุ่มเงิน 40,000 ล้านบาท เพื่อลงทุน Digital Life Service Provider บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ DTAC ใช้เงิน 70,000 ล้านบาท ลงทุน Internet for All และ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น หรือ TRUE ใช้เงินลงทุน 57,000 ล้านบาท เพื่อขึ้นแท่นผู้นำด้าน Data Center และการให้บริการ Cloud

'นายหญิง' บอกว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา องค์กรประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะงานให้บริการสร้างสถานีฐาน ติดตั้ง และซ่อมแซมอุปกรณ์โทรคมนาคม และการจำหน่ายสินค้าในกลุ่มโทรคมนาคม แต่งานดังกล่าวเป็นลักษณะ project best ทำให้ผลประกอบการของบริษัทผันผวน สวนทางกับนโยบายหลักขององค์กรที่ต้องการมีฐานะการเงินเติบโตสม่ำเสมอ ผ่านการมี 'รายได้ประจำ' 

เมื่อโจทย์การทำธุรกิจเป็นเช่นนั้น!! แผนงานในช่วง 5 ปีข้างหน้า จำต้องปรับเปลี่ยน ด้วยการหันมาเน้น 'ธุรกิจตัวใหม่' นั่นคือ 'ธุรกิจให้เช่าโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม' ซึ่งจะมีทั้งแบบให้เช่าโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสง และเช่าเสาโทรคมนาคมรวมถึงอำนวยความสะดวกสำหรับสถานีฐาน ตามแผนงาน ธุรกิจใหม่ จะต้องมีสัดส่วน 'กำไรเฉลี่ย 50%' นั่นหมายความว่า ธุรกิจตัวนี้จะกลายเป็นงานสร้างเงินหลักขององค์กร ซึ่งงานประเภทนี้มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงมาก เมื่อเทียบกับสองธุรกิจที่เป็นตัวทำเงินในปัจจุบัน

ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2559 กลุ่มธุรกิจดังกล่าว สร้างกำไรสุทธิได้แล้ว 9.9 ล้านบาท ปัจจุบันมีงานในมือที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง (Backlog) มูลค่าประมาณ 870 ล้านบาท คาดว่าจะรับรู้ในปี 2559 ประมาณ 820 ล้านบาท ที่เหลือ 50 ล้านบาท จะรับรู้ในปีถัดไป

เธอ ยอมรับว่า การลงทุนในธุรกิจให้เช่าโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมต้องใช้เงินค่อนข้างสูง ฉะนั้นจำเป็นต้องนำบริษัทเข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อนำเงินไปขยายธุรกิจในอนาคต แต่แม้จะใช้เงินลงทุนสูง แต่มีข้อดีมากมาย เช่น มีรายได้เข้ามาอย่างสม่ำเสมอ เป็นต้น ซึ่งการระดมทุนรอบนี้ เพียงพอต่อการลงทุนในช่วง 3-4 ปีข้างหน้า

สำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุน บริษัทจะนำไปใช้ใน 3 ส่วน คือ 1.ลงทุนโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสงให้เช่าบนแนวเสาโทรเลขตามทางรถไฟ 2.ชำระคืนหนี้เงินกู้ยืมจากสถาบันทางการเงิน และ 3. ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน

หลังชำระคืนหนี้จะทำให้อัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) ของบริษัทลดลงมาอยู่ระดับไม่เกิน 2 เท่า จากปัจจุบันที่อยู่ 4.47 เท่า

เมื่อถามถึงรายละเอียดการลงทุนโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสง กรรมการผู้อำนวยการ อธิบายว่า บริษัทได้สิทธิการติดตั้งโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสง จากการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) สัญญา 30 ปี ระยะทาง 3,100 กม. โดยเฟสแรกใช้เงินลงทุนไปแล้ว 200 ล้านบาท และเฟส 2 จะใช้เงินลงทุนอีก 250 ล้านบาท ซึ่งจะสร้างเสร็จในช่วงไตรมาส 3 ปี 2559

ขณะเดียวกันยังได้รับสิทธิวางโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสง ตามแนวโครงข่ายบนเส้นทางคมนาคมหลักในเขตศูนย์กลางย่านธุรกิจ (CBD) และบริเวณเส้นทางหลักรอบกรุงเทพฯ ที่ผ่านมาเหล่าโอเปอเรเตอร์ให้ความสนใจเช่าโครงข่ายจำนวนมาก โดยลูกค้าหลักของบริษัทเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือชั้นนำ 2 รายแรกของเมืองไทย

นอกจากนั้นยังได้รับงานติดตั้งเสาโทรคมนาคม หลัง บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) ประมูลคลื่น 900 MHz สำเร็จ ล่าสุดได้ปรับแผนงานใหม่ โดยจะเพิ่มเสาโทรคมนาคม เพื่อรองรับระบบ 4G

ปัจจุบันเอแอลที ถือเป็น TOP 5 ที่ ADVANC ว่าจ้างให้ดำเนินการติดตั้งเสาโทรคมนาคม ขณะเดียวกันยังได้สิทธิในการติดตั้งเสาโทรคมนาคมในสถานีบริการน้ำมันของผู้ให้บริการรายใหญ่ 3 ราย รวมกว่า 4,000 แห่ง

'ตอนนี้อยู่ระหว่างศึกษาการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม' 

'ปรีญาภรณ์' เล่าต่อว่า สำหรับแผนธุรกิจให้บริการสร้างสถานีฐาน ติดตั้ง และซ่อมแซมอุปกรณ์โทรคมนาคม บริษัทวางเป้าหมายการเติบโตไปในทิศทางเดียวกับอุตสาหกรรมโทรคมนาคมที่มีอัตราขยายตัวไม่ต่ำกว่า 10%

ส่วนแผนงานธุรกิจจำหน่ายสินค้าในกลุ่มโทรคมนาคม วางเป้าเติบโตปีละไม่ต่ำกว่า 10% ตามภาวะอุตสาหกรรมโทรคมนาคมเช่นกัน โดยในปี 2559 บริษัทจะมีสินค้าใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง

ฉะนั้นเป้าหมายรายได้รวมในปีนี้ อาจขยายตัวไม่ต่ำกว่า 10% เทียบกับปี 2558 ที่มีรายได้รวม 2,600.20 ล้านบาท

'แนวโน้มอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในอนาคตยังขยายตัวต่อเนื่อง ตามจำนวนประชากร และการเติบโตของภาคธุรกิจ ทำให้ธุรกิจของเรามีโอกาสขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง เรียกว่า ดีกว่าในอดีต'

'ผู้ถือหุ้นใหญ่' ย้ำว่า ALT ถือเป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานที่ดี สะท้อนผ่านการเติบโตของรายได้รวมและกำไรสุทธิ ขณะเดียวกันยังสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นอย่างแข็งแกร่ง ที่สำคัญธุรกิจยังโตได้อีกมาก เธอย้ำ ผ่านเป้าหมายการทำธุรกิจที่ต้องการขยายโครงข่ายและเสาให้ครอบคุมทั่วประเทศ

'วันนี้ไม่มีสัญญาสัมปทานบังคับให้โอเปอเรเตอร์ต้องลงทุนสร้างเสาส่งสัญญาณเอง เท่ากับว่า โอเปอเรเตอร์จะลงทุนเองหรือเช่าโครงข่ายก็ได้ ทว่าปัจจุบันการแข่งขันของเหล่าโอเปอเรเตอร์สูงขึ้น ฉะนั้นการลงทุนเองอาจไม่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด' 

นาทีพลิกชีวิต 'นักธุรกิจพันล้าน' 

'ปรีญาภรณ์ ตั้งเผ่าศักดิ์' เล่าประวัติชีวิตฉบับย่อว่า ครอบครัวมีพี่น้อง 7 คน ตนเองเป็นลูกคนที่ 5 หลังเรียนจบปริญญาตรี คณะการตลาด มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC) ตัดสินใจนั่งทำงานในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ทำได้ 2 ปี ลาออกมาช่วยพี่ชายคนที่ 3 ทำธุรกิจตกแต่งภายใน

ด้วยความที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการไฟแนนซ์ เมื่อเมืองไทยประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี 2540 ทำให้ธุรกิจเข้าสู่ภาวะขาลง เพราะเก็บเงินจากลูกค้าไม่ได้ ช่วงนั้นพี่ชายเครียดมาก ทำให้ล้มป่วยและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ก่อนพี่ชายเสียชีวิตได้สั่งเสียไว้ว่า ให้แยกตัวออกมาดำเนินธุรกิจเอง เพราะหากธุรกิจครอบครัวไม่ประสบความสำเร็จยังมีธุรกิจอื่นช่วยประคอง ด้วยความที่มีความฝันอยากเป็นเจ้าของธุรกิจตั้งแต่เด็ก ทำให้ตัดสินใจออกมาตั้งธุรกิจใหม่ ในวัย 26 ปี ด้วยเงินทุนก้อนแรก 20,000 บาท

ช่วงนั้นมีเหตุการณ์ที่ทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไป!! หลังมีโอกาสเจอชายคนหนึ่งระหว่างรอลิฟท์ เพื่อขึ้นไปคุยงานปูกระเบื้องให้กับเจ้าพระยาหินอ่อน เขาถามเราว่า “น้องเป็นผู้รับเหมาหรือเปล่า มีงานกั้นโกดังสำหรับสินค้าโทรศัพท์มือถือให้ทำ”

เมื่อเขาไปคุยจึงรู้ว่า บริษัทที่ให้งานแรกมูลค่า 5 ล้านบาทกับเรา คือ ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ บริษัท ชินวัตรเทเลวิช จำกัด จากนั้นบริษัทก็เริ่มรับงานจากกลุ่มดังกล่าวมาเรื่อยๆ จนกระทั่งได้งานใน บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ ADVANC จนถึงปัจจุบัน

* ติดตามอ่านกรุงเทพธุรกิจ Bizweek ได้ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ซึ่งเปลี่ยนจากฉบับวันจันทร์ มาเจอกันในทุกวันอาทิตย์ โดยยังคงความเข้มข้นของเนื้อหาข่าว เศรษฐกิจ ธุรกิจ การเงิน และการลงทุน พร้อมเสิร์ฟถึงมือผู้อ่านทุกท่าน!!