"กระทรวงคลัง" เตรียมเสนอร่างกฎหมายทำธุรกรรมทางภาษีผ่านอิเล็กทรอนิกส์เข้า ครม. เดือนหน้า คาดเริ่มใช้พร้อมเพย์ ได้ช่วง ม.ค. 60
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยหลังการประชุม National e-Payment นั้นที่ประชุมสรุปว่า ในวันที่ 15 กรกฎาคมนี้ จะเปิดให้ประชาชน และนิติบุคคลลงทะเบียนผ่านสถาบันการเงินต่างๆ ในการรับบริการการโอนเงินและรับโอนเงินรูปแบบใหม่ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ PomptPay (พร้อมเพย์) ทั่วประเทศ ขณะที่ในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้หากสถาบันการเงินใดมีความพร้อมจะเปิดให้ลงทะเบียนได้ก่อน ขณะเดียวกันได้ย้ำให้ประชาชนที่มีความต้องการรับรัฐสวัสดิการจะเปิดโอกาสให้ลงทะเบียนภายใน 1 เดือนเท่านั้น หรือ ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคมนี้-15 สิงหาคมนี้เท่านั้น
ในส่วนของการวางเครื่องรับบัตร หรือ EDC นั้น จะเริ่มดำเนินการติดตั้งในร้านค้าขนาดใหญ่ และร้านขนาดเล็ก รวมถึงหน่วยงานราชการตั้งแต่กันยายนนี้-กันยายน 2560 โดยบริษัทนั้น กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดเงื่อนไขว่า 1 บริษัทจดทะเบียนการค้านั้น จะต้องติดตั้งเครื่องรับบัตรอย่างน้อย 1 เครื่อง เพื่อรองรับรับการชำระเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยมองว่าการดำเนินการดังกล่าวนั้นจะเป็นประโยชน์กับร้านค้าและประชาชนทุกภาคส่วนในการลดการพิมพ์ธนบัตร ลดต้นทุนการขนส่งเงิน และค่าธรรมเนียมการกดเอทีเอ็ม รวมถึงในอนาคตจะขยายไปถึงสามารถขึ้นแท๊กซี่โดยจ่ายผ่านช่องทางอีมันนี่ได้ด้วย
ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อโปรโมทการใช้จ่ายผ่านพร้อมเพย์ดังกล่าว ด้วยการให้มีการออกรางวัลสำหรับผู้ใช้และผู้ให้บริการเครื่องรับบัตรเป็นระยะเวลา 1 ปี ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม 2560 เป็นต้นไป โดยจะออกรางวัลทุกเดือน เดือนละ 7 ล้านบาท แบ่งเป็น 1.5 ล้านบาท สำหรับร้านค้าที่ติดตั้งเครื่องอีดีซี และอีก 5.5 ล้านบาท สำหรับประชาชนผู้ใช้บริการ ซึ่งเชื่อว่าจะกระตุ้นให้ประชาชนสนใจในการใช้จ่ายผ่านช่องทางดังกล่าวมากขึ้น
“เราจะสุ่มผู้โชคดีที่ใช้บริการและร้านค้า โดยรางวัลสูงสุดอาจจะประมาณ 1 ล้านบาท โดยให้เป็นอีมันนี่ไม่ได้จ่ายเป็นเงินสด โดยยืนยันว่าไม่ได้ใช้งบประมาณจากภาครัฐแน่นอน แต่จะเป็นจากหน่วยงานภาครัฐที่ยินดีจะสนับสนุนในเรื่องดังกล่าว”นายอภิศักดิ์ กล่าว
นายอภิศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะเดียวกันในเดือนกรกฎาคมนี้ เชื่อว่ากรมสรรพากรจะสามารถเสนอร่างแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับการพัฒนาระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยระบบ e-Tax Invoice และ e-Receipt เพื่อให้คณะรัฐมนตรี หรือ ครม.พิจารณาได้ โดยในระยะยาว จะมีการเชื่อมโยงให้มีบัญชีการเสียภาษีบัญชีเดียวของแต่ละบริษัท เพื่อให้เกิดการหักลบการเสียภาษี ซึ่งจะมีความคล้ายกับการฝากหรือถอนเงินจากบัญชีธนาคาร เพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการเสียภาษี หรือหักลบของภาษีในส่วนของบริษัทมีความสะดวกมากยิ่งขึ้น
“ในส่วนของหน่วยงานภาครัฐนั้น ในปีหน้านั้นจะเริ่มใช้ธุรกรรมผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด การโอนเงินสวัสดิการภาคประชาชนผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น”นายอภิศักดิ์ กล่าว
นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2559 ได้มีมติรับทราบในหลักการของแนวทางเพื่อสนับสนุนการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (แผนยุทธศาสตร์ National e-Payment) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อพัฒนาระบบการชำระเงินของประเทศไทยให้เข้าสู่การชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์อย่างครบวงจร บูรณาการ และยั่งยืน และเพื่อให้การบูรณาการระบบการชำระเงินของประเทศไทยทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เข้าสู่ระบบ การชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นไปอย่างทั่วถึงตามเป้าหมายและระยะเวลาที่กำหนดไว้ และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามมติของคณะกรรมการขับเคลื่อนตามแผนยุทธศาสตร์ National e-Payment ต่อไป โดยมีรายละเอียด ดังนี้
1. เห็นชอบในหลักการให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องที่มีการรับเงินจากประชาชน เช่น ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น ติดตั้งอุปกรณ์ชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ให้เพียงพอต่อความต้องการให้บริการกับประชาชน โดยเริ่มดำเนินการติดตั้งภายในเดือนกันยายน 2559 และติดตั้งให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2560 ทั้งนี้ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับปรุงระเบียบและหลักเกณฑ์เพื่อรองรับการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์โดยเร็ว และให้ดำเนินการตามแนวทางที่คณะกรรมการขับเคลื่อนตามแผนยุทธศาสตร์ National e-Payment กำหนด
2. เห็นชอบในหลักการของการดำเนินการเกี่ยวกับการออกเลขประจำตัว 13 หลัก และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการที่จำเป็นเพื่อรองรับการดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว โดยมีรายละเอียด ดังนี้
2.1 การแก้ไขปัญหาเลขประจำตัว 13 หลัก ที่ปัจจุบันมีการซ้ำซ้อนกันในส่วนของ นิติบุคคลกับเลขประจำตัวประชาชน โดยมอบหมายให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ดำเนินการแก้ไขโดยการออกเลขประจำตัว 13 หลัก ให้กับนิติบุคคลใหม่ที่ไม่ซ้ำกับเลขที่ออกโดยกรมการปกครองกระทรวงมหาดไทย
2.2. การป้องกันปัญหาการออกเลขประจำตัว 13 หลัก ซ้ำกันระหว่างหน่วยงานในอนาคต โดยมอบหมายให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ดำเนินการขอจัดสรรเลขประจำตัวของนิติบุคคล และส่งให้กรมการปกครองเพื่อกันไว้ไม่ให้ใช้ออกเลขประจำตัวประชาชน และเห็นชอบในหลักการในการกำหนดภารกิจการออกเลขประจำตัว 13 หลัก ดังนี้
1) บุคคลธรรมดา ให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เป็นหน่วยงานหลัก ที่ออกเลขประจำตัว 13 หลัก
2) นิติบุคคล ให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เป็นหน่วยงานหลัก ที่ออกเลขประจำตัว 13 หลัก
3) บุคคลหรือนิติบุคคลบางประเภทที่อยู่นอกเหนือจากข้อ 1) และข้อ 2) อาทิ กองมรดกเฉพาะที่ยังไม่ได้แบ่ง คณะบุคคล และผู้จ่ายเงินได้ที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมายของกรมสรรพากรให้กรมสรรพากรเป็นหน่วยงานที่ออกเลขให้กับบุคคลหรือนิติบุคคลดังกล่าว
2.3 เพื่อให้การดำเนินงานโครงการ Any ID (บริการพร้อมเพย์) เป็นไปอย่างมีระบบ จึงมอบหมายให้ กรมการปกครอง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแนวทางในการปฏิบัติร่วมกันเพื่อป้องกันการซ้ำซ้อนของเลขประจำตัว 13 หลักในอนาคต
จากแนวทางส่งเสริมการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ National e-Payment ข้างต้น จะเป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน ดังนี้
1. แนวทางการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีการรับเงินจากประชาชนให้ติดตั้งอุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ให้เพียงพอต่อการให้บริการกับประชาชน จะช่วยส่งเสริมให้มีการใช้บัตรเดบิตในการชำระเงินแทนเงินสดอย่างแพร่หลาย ซึ่งจะเป็นการเพิ่มทางเลือกในการชำระเงินให้กับประชาชน และเป็นกลไกที่สำคัญในการผลักดันให้ประเทศเข้าสู่การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์อย่างกว้างขวางครบวงจรทั้งในภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ
2. แนวทางการแก้ไขปัญหาความซ้ำซ้อนของเลขประจำตัว 13 หลัก
2.1 ช่วยให้เกิดการบูรณาการข้อมูลของหน่วยงานที่มีหน้าที่ออกเลขประจำตัว 13 หลัก เช่น กรมการปกครอง การพัฒนาธุรกิจการค้า และกรมสรรพากร เป็นต้น เพื่อเป็นการป้องกันการซ้ำกันของ เลขประจำตัว 13 หลักที่ออกให้โดยหน่วยงานต่าง ๆ อย่างบูรณาการและยั่งยืนต่อไป
2.2 ช่วยสนับสนุนให้การพัฒนาระบบการชำระเงินผ่านบริการพร้อมเพย์ ประสบความสำเร็จ ไม่มีการซ้ำซ้อนระหว่างเลขประจำตัว 13 หลัก ของนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา ซึ่งจะเป็นอุปสรรคในการโอนเงินผ่านบริการพร้อมเพย์ สำหรับผู้ที่ผูกบัญชีเข้ากับเลขประจำตัวประชาชน









