ครม. อนุมัติโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องจักรและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตรวมทั้งการขยายกิจการของเอสเอ็มอี วงเงิน 30,000 ลบ
พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วย โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องจักรและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รวมทั้งปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ต้องการขยายกิจการ วงเงิน 30,000 ล้านบาท ยื่นคำขอกู้ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2559 สำหรับใช้เป็นทุนหมุนเวียนจัดซื้อเครื่องจักร อุปกรณ์สำนักงาน และคอมพิวเตอร์ แต่ไม่สามารถใช้ในการซื้อที่ดิน และอาคารสำนักงาน
ทั้งนี้ ธนาคารออมสินจะเป็นแหล่งทุนปล่อยกู้ให้กับสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐและธนาคารพาณิชย์ อัตราดอกเบี้ยต่ำร้อยละ 0.1 ต่อปี จากนั้นสถาบันการเงินต่าง ๆ จะนำไปปล่อยกู้ให้กับเอสเอ็มอี ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 ต่อปี ในระยะโครงการ 7 ปี สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่จะเข้าโครงการได้นั้น ต้องเป็นเอสเอ็มอีขนาดกลางที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 200 ล้านบาท มีลูกจ้างไม่เกิน 200 คน และเอสเอ็มอีขนาดเล็ก ที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 50 ล้านบาท และมีลูกจ้างไม่เกิน 50 คน
พ.อ.หญิง ทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบขยายระยะเวลาโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ policy loan ของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(เอสเอ็มอีแบงก์) เนื่องจากครบกำหนดรับคำขอกู้ในวันที่ 30 มิถุนายน 2559 แต่มีวงเงินคงเหลือสำหรับปล่อยกู้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี startup วงเงิน 4,500 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน คาดว่าวงเงินที่เหลือจะช่วยเหลือผู้ประกอบการ 1,500 ราย คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 ในช่วง 1-3 ปีแรก หลังจากนั้นคิดดอกเบี้ยตามตลาด ซึ่งที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีอนุมัติวงเงินสินเชื่อทั้งหมด 15,000 ล้านบาท เพื่อปล่อยสินเชื่อสำหรับเอสเอ็มอีขาดสภาพคล่อง 30 ล้านบาทต่อราย
คณะรัฐมนตรียังเห็นชอบให้ส่วนราชการของรัฐ รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ติดตั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จ่ายเงิน ตามโครงการ e-Payment ภายในเดือนกันยายน 2559 กำหนดติดตั้งให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2560 เพื่อให้หน่วยงานรัฐ เบิกจ่ายสวัสดิการประชาชน การจัดสรรงบประมาณ ตามโครงการ e-Payment ของรัฐบาล ทั้งนี้ในส่วนของการดูแลเพื่อไม่ให้เกิดการสับสนระหว่างประชาชนที่ต้องใช้เลขบัตรประจำตัวประชาชนในการรับสวัสดิการและนิติบุคคล ซึ่งต้องใช้เลขจดทะเบียนการค้าในการรับสวัสดิการต่าง ๆ ให้กรมการปกครองดูแลในส่วนของประชาชน และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ดูแลในส่วนของภาคธุรกิจ ส่วนที่เหลือนอกจากนี้ให้กรมสรรพากรรับผิดชอบดูแล






