วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชี้ 'Brexit'กระทบหุ้นไทยน้อย คาดแกว่ง1,385-1,450จุด

"สมาคมนักวิเคราะห์ฯ" ชี้ "Brexit" กระทบหุ้นไทยไม่มาก คาดดัชนีแกว่ง 1,385-1,450 จุด แนะปรับพอร์ตหุ้นเหลือ 40% เน้นหุ้นอ้างอิงเศรษฐกิจในประเทศ

นางภรณี ทองเย็น อุปนายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน และรองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์เอเชียพลัส จำกัด เปิดเผยว่า กรณี Brexit คาดว่าอังกฤษจะได้รับผลกระทบอย่างมาก โดยมูลค่าการค้ากว่า 50% ของอังกฤษมาจากยุโรป ซึ่งหากออกจากสหภาพยุโรปจะทำให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีการส่งออก-นำเข้าที่เคยได้รับจะหายไปทั้งหมด แต่ขณะเดียวกันจะได้ประโยชน์เรื่องเงินภาษีที่ต้องจ่ายให้กับสหภาพยุโรปปีละ 1.6 หมื่นล้านปอนด์ต่อปี ซึ่งจะใช้เงินในส่วนนั้นนำไปพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ รวมถึงผู้อพยพซึ่งหากยังอยู่ในสหภาพยุโรปอังกฤษต้องแบกรับภาระผู้อพยพประมาณ 400,000 คนในปีนี้

สำหรับหุ้นไทยที่ได้รับผลกระทบจากกรณี Brexit ต้องพิจารณาเป็นหุ้นรายตัว คือ กลุ่มอาหาร เช่น TU IVL KCE SVI DELTA เพราะมีฐานการผลิตและรายได้ยุโรปจำนวนมาก กลุ่มท่องเที่ยว โดยเฉพาะการบิน เพราะปัจจุบันจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในเมืองไทยกว่า 20% มาจากยุโรป โดย BA จะได้รับกระทบเพราะมีลูกค้าจากยุโรปคิดเป็น 27% ของลูกค้ารวม แต่อาจมีผลกระทบเล็กน้อยเท่านั้น

ส่วนหุ้นที่ได้รับประโยชน์อย่างเห็นได้ชัดคือ THAI เพราะปัจจุบันมีหนี้ที่เป็นสกุลเงินยุโรปถึง 40% แต่ปัจจุบันราคาเริ่มสูงแล้ว ดังนั้นนักลงทุนต้องพิจารณาราคาเหมาะสมด้วย ส่วน BJC จะได้รับประโยชน์จากกรณีการเข้าซื้อ BIGC เพราะมีการกู้เงินเป็นสกุลยูโรคิดเป็น 50% ของมูลค่า 2.4 แสนล้านบาท ซึ่งความผันผวนของค่าเงินยูโรที่อ่อนลง จะทำให้มูลค่าหนี้ในรูปแบบเงินบาทลดลง

“การปรับพอร์ตของนักลงทุนยังต้องดูเป็นรายบริษัท เพราะต้องพิจารณาต้นทุนสกุลเงินและรายรับที่ชัดเจน โดยสมาคมฯได้ประเมินกรอบดัชนีปีนี้อยู่ที่ 1,380-1,450 จุด ประเมินกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) 88.86 บาทต่อหุ้น ทั้งนี้แนะนำนักลงทุนเน้นให้น้ำหนักหุ้นที่อ้างอิงเศรษฐกิจในประเทศ และหุ้นที่มีกระแสเงินสดสูง เช่น หุ้นโรงไฟฟ้า , สาธารณูปโภค รวมถึงหุ้นที่ให้ปันผลสม่ำเสมอ โดยปรับพอร์ตเป็นหุ้นประมาณ 40% ทองคำ 10% ส่วนที่เหลือกระจายในตราสารหนี้และตลาดหุ้นญี่ปุ่น เพราะคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากกรณี Brexit ค่อนข้างน้อย”

นอกจากนี้ยังมีข่าวดีกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) อาจเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปีนี้ เพราะกรณีของ Brexit ทำให้เกิดความผันผวนของค่าเงิน ซึ่งจะส่งผลดีต่อไทยที่จะได้รับประโยชน์เรื่องกระแสเงินทุนไหลเข้ามาเก็งกำไรมากขึ้น

ด้านนายไพบูลย์ นลินทรางกูร นายกสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวว่า กรณี Brexit กระทบกับตลาดหุ้นไทยน้อยมาก เนื่องจากไทยมีการส่งออกไปอังกฤษเพียง 1.8% แต่เชื่อว่าจากกรณีดังกล่าวจะทำให้เม็ดเงินจากยุโรปจะไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเอเชีย โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยเพราะปัจจุบันเม็ดเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทยถือว่าน้อยสุดเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่น จึงทำให้เม็ดเงินต่างชาติจะไหลกลับเข้ามา แต่คาดว่าตลาดหุ้นไทยยังคงผันผวนโดยมองว่าดัชนีปีนี้ไม่เกิน 1,500 จุด เนื่องจากยังมีปัจจัยการเมืองในประเทศคอยกดดัน และเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวได้ช้า

"เรื่อง Brexit ประเทศที่ได้รับผลกระทบแรงสุดคืออังกฤษเพราะจะไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง หลังจากนายกรัฐมนตรีประกาศลาออก และสก็อตแลนด์จะอยู่ในสหภาพยุโรปต่อไป ขณะที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มจะชะลอตัวทำให้อังกฤษมีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง ผลกระทบรองมาคือยุโรปที่มีความเสี่ยงหาก Brexit นำไปสู่การล่มสลายของสหภาพยุโรป หากมีประเทศอื่นต้องการออกจากสหภาพยุโรป แต่เชื่อว่าในช่วง 1 ปีจากนี้จะยังไม่มีใครออก ในแง่เศรษฐกิจโลกเชื่อว่าจะได้รับผลกระทบน้อย เพราะเศรษฐกิจอังกฤษมีสัดส่วนเพียง 3% เท่านั้น ซึ่งต้องติดตามสหรัฐฯจะมีการชะลอปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไปหรือไม่จากเดิมที่จะปรับขึ้นปลายปี ส่วนผลกระทบกับไทยถือว่าน้อยมาก เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นปัญหาของอังกฤษและยุโรป จึงทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงไม่มาก ซึ่งเห็นได้ว่าวันนี้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่กรอบการขึ้นจำกัดเพราะยังมีปัจจัยในประเทศที่กดดัน จากปัจจัยการเมืองและเศรษฐกิจ" นายไพบูลย์ กล่าว

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวกับการบริโภค การลงทุนในประเทศ และหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลที่สูง โดยเลี่ยงหุ้นที่ส่งออกไปยุโรป ท่องเที่ยว