วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผลกระทบจาก Brexit

ผลการโหวต“Leave” หรือการออกจากสหภาพยุโรป (EU) ของอังกฤษหรือสหราชอาณาจักร (UK) เป็นปัจจัยกดดันทั้งตลาดหุ้นทั่วโลก ค่าเงินปอนด์และยูโร

ส่งผลให้นักลงทุนขนาดใหญ่ของทั้งโลกจะมีการปรับสัดส่วนการลงทุนใหม่ โดยจะมีการขายสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้นและเปลี่ยนน้ำหนักการลงทุนไปสู่สินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำมากขึ้น อย่างเช่น ตั๋วเงินคลังสหรัฐฯ พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น เงินเยนของญี่ปุ่น และเงินสวิสฟรังส์ แต่ในทางกลับกัน อาจเป็นจังหวะของนักลงทุนที่ยังไม่ได้ลงทุนในหุ้น กลับเข้ามาซื้อหุ้นที่ราคาปรับตัวลง แต่ผลโดยรวมน่าจะส่งผลลบต่อตลาดหุ้นทั่วโลกมากกว่าด้านค่าเงินปอนด์ และค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงอย่างชัดเจน และน่าจะเป็นแบบนี้ไปอีก 1-2 สัปดาห์ เนื่องจาก นักลงทุนสูญเสียความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจของอังกฤษแล้วจะเทขายสินทรัพย์ในสกุลเงินปอนด์ 

ติดตามกระบวนการหลังจาก Brexit โดย UK มีเวลา 2 ปีในการดำเนินการเพื่อออกจาก EU: มาตรา 50 ของข้อตกลงลิสบอน (Lisbon Treaty) ปี 2552 ซึ่งว่าด้วยเรื่องการออกจากสมาชิกภาพ EU จะถูกนำมาใช้จริงเป็นครั้งแรก โดยจะเป็นตัวกำกับการออกจาก EU ของอังกฤษ อย่างเป็นทางการ และจะต้องมีการจัดทำเงื่อนไขทางกฎหมายต่าง ๆ ให้มีผลบังคับใช้ หลังจากนั้นจะมีการเจรจาตกลงถึงรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษ กับ EU หลังจากที่ออกจาก EU ว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งน่าจะกินเวลาเป็นปี ๆ

นอกจากนี้ ที่สำคัญบริษัทเอกชนต่าง ๆ จะเตรียมตัวรับสภาพและผลกระทบของการที่อังกฤษจะออกจาก EUโดยน่าจะดำเนินการกันทันทีซึ่งจะเริ่มมีผลทำให้เศรษฐกิจของอังกฤษได้รับผลกระทบในเชิงลบ จากการที่ภาคการส่งออกของอังกฤษจะสูญเสียสิทธิประโยชน์ทางภาษีในการส่งออกสินค้าและบริการไปยังประเทศสมาชิก EU ส่งผลให้ประเทศที่ทำธุรกิจกับอังกฤษ โดยเฉพาะสถาบันการเงิน ที่ได้ประโยชน์ทางภาษีและกฏระเบียบในยุโรป และธุรกิจอื่น ๆ เริ่มลดขนาดธุรกิจและคนที่อยู่ในอังกฤษ และเปลี่ยนแปลงฐานการผลิตหรือฐานทางธุรกิจออกจากอังกฤษ ซึ่งบางส่วนอาจมีผลกระทบในเชิงลบต่อ EU ด้วย โดยจะมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับการดำเนินการของอังกฤษและ EU ที่จะดำเนินการเปลี่ยนผ่านอย่างไรเพื่อให้มีผลกระทบเชิงลบน้อยที่สุด 

นอกจากนี้ ผลการโหวตในครั้งนี้อาจกระทบกับประเทศใน UK ที่โหวต “Remain” คือ ต้องการอยู่ใน EU เช่น สก็อตแลนด์ อาจอยากจะออกจาก UK อีกด้วย

ด้านผลกระทบต่อประเทศไทย คาดว่าBrexit ไม่กระทบโดยตรงกับประเทศไทย เพราะอังกฤษไม่ใช่คู่ค้าสำคัญ และมีปริมาณการส่งออกไปน้อย แต่อาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากตลาดการเงินและตลาดหุ้นทั้งโลกที่ปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม หุ้นบางตัวอาจได้รับประโยชน์จากค่าเงินปอนด์ที่อ่อนค่า โดยเฉพาะบริษัทที่มีหนี้สินเป็นเงินปอนด์ ภาระหนี้จะลดลง จากกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน เช่น การบินไทย

กรอบดัชนี / กลยุทธ์การลงทุนตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวน ด้าน SET Index มองกรอบดัชนีที่ 1,392-1,436 จุดด้านกลยุทธ์การลงทุน เน้นลงทุนในหุ้นไทย แต่หลีกเลี่ยงหุ้นที่เน้นการส่งออกและอิงรายได้เป็นเงินปอนด์ และยูโร แต่ถ้าเป็นหุ้นส่งออกที่เป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัญ(USD) และเงินเยนญี่ปุ่น ยังลงทุนได้ และหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะอังกฤษ และยุโรปนอกจากนี้แนะนำให้ลงทุนในหุ้นไทยที่มีการเติบโตของรายได้ที่ชัดเจน เช่น กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง วัสดุก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานท่องเที่ยวโรงพยาบาลและการบริโภคในประเทศ และเนื่องจาก ตลาดหุ้นมีโอกาสปรับตัวลงมาก ดังนั้น จึงแนะนำเลือกหุ้นที่มีเบต้าต่ำ ที่น้อยกว่า 1 ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยในระยะ 1 ปีที่ผ่านมาบ่งชี้ว่าหุ้นดังกล่าวน่าจะมีแนวโน้มปรับลดลงน้อยกว่าตลาดนอกจากนี้ก็แนะนำหุ้นที่มีอัตราเงินปันผลจ่ายสูง

สำหรับ Trading Idea ประจำสัปดาห์นี้ บล.เอเชีย เวลท์ เลือก BEM ของ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้ประโยชน์จากโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ และมีความเป็นไปได้สูงที่จะได้รับสัมปทานการก่อสร้างส่วนต่อขยายโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน โดยคาดกำไรปีนี้จะเติบโตดี เนื่องจาก จะเริ่มสัญญาการเข้าไปดำเนินการซ่อมบำรุงรถไฟฟ้า MRT สายสีม่วง เริ่มวันที่ 12 สิงหาคม นี้ และทางด่วนสายศรีรัช วงแหวนรอบนอก จะเริ่มใช้ได้สิ้นปีนี้ทำให้รายได้เริ่มเข้ามานอกจากนี้ เมื่อเร็ว ๆ นี้ BEM เพิ่งได้ A rating จาก ทริส ทำให้ต้นทุนทางการเงิน ลดลงจาก 6-7% เป็น 4-5% ทำให้ปีนี้ บล.เอเชีย เวลท์ คาดว่ากำไรของ BEM ปีนี้จะอยู่ที่ 12% และเริ่งตัวขึ้นไปที่ 38% ในปี 2560
ด้านปัจจัยพื้นฐาน แม้ราคาปัจจุบันจะค่อนข้างสูงแต่เรามองการเติบโตของปีหน้า ด้วย P/E Ratio ที่ 35 เท่าปีนี้ และ 24.8 เท่าในปีหน้า และ PEG ratio ที่ 2.9 เท่าในปีนี้ และลดเหลือ 0.7 เท่าในปีหน้าด้านค่าเบต้าค่อนข้างต่ำ 0.54 เหมาะกับสภาวะตลาดปัจจุบันที่มีความผันผวนสูง ดังนั้น เราจึงแนะนำลงทุนในหุ้น BEM ที่มีหลายคุณสมบัติเหมาะสมในหลายประเด็นที่กล่าวมาทางด้านTechnical ได้เกิดสัญญาณซื้อในรายวัน รายสัปดาห์และรายเดือนบ่งชี้การทำจุดสูงสุดใหม่ของราคา ถือเป็นหุ้นที่มีแนวโน้มในขาขึ้นที่แข็งแกร่ง โดย บล.เอเชีย เวลท์ ให้ราคาเป้าหมายตามปัจจัยพื้นฐานอยู่ที่ 6.80 บาท ซึ่งน่าจะมีการปรับขึ้นต่อไปส่วนราคาเป้าหมายทาง Technical อยู่ที่ 7.20 บาทเป็น New high