"กรุ๊ปลีส" มั่นใจผลโหวตเบร็กซิทส่งผลดีกับธุรกิจ หลังบริษัทมีฐานะการเงินแกร่ง หนี้สินต่อทุนต่ำ ชี้เป็นจังหวะดีในการเทคโอเวอร์กิจการราคาต่ำ
นายมิทซึจิ โคโนชิตะ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรุ๊ปลีส จำกัด (มหาชน) หรือ GL ผู้บุกเบิกธุรกิจดิจิทัลไฟแนนซ์ในอาเซียน เปิดเผยว่า กรณีเบร็กซิทนั้น ส่งผลดีต่อการขยายธุรกิจของบริษัท เพราะปัจจุบันบริษัทมีสถานะการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนต่ำ 0.5 เท่า ประกอบกับการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2559 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้มีมติอนุมัติการออกหุ้นกู้แปลงสภาพจำนวนไม่เกิน 130 ล้านดอลลาร์ ให้แก่ J Trust Asia Pte. Ltd (JTA) จึงทำให้บริษัทมีความพร้อมด้านเงินทุน ที่จะนำมาใช้ขยายกิจการช่วงเกิดภาวะวิกฤตในทุกสถานการณ์ ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทมีโอกาสเข้าควบรวมกิจการ (M&A) ได้ในราคาที่ต่ำ เพื่อเดินหน้าขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียนได้อย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ บริษัทมีความมั่นใจ ภายใต้การดำเนินธุรกิจด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัลไฟแนนซ์ สามารถนำไปใช้ขยายธุรกิจได้กับทุกประเทศ ซึ่งช่วงที่ผ่านมากรุ๊ปลีส ได้รับข้อเสนอให้เข้าควบรวมกิจการจากผู้ประกอบการธุรกิจด้านการเงินในอาเซียนหลายราย แต่ยังไม่มีข้อสรุป เพราะราคาค่อนข้างสูง
“เบร็กซิท จะทำให้บริษัทมีโอกาสที่ดี ในการเข้าควบรวมกิจการ โดยเรามองไปที่อินโดนีเซีย เวียดนาม และศรีลังกา ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง โดยความปั่นป่วนในตลาดเงินและตลาดทุน จะทำให้เป้าหมายในการเทคโอเวอร์ของเราราคาถูกลง”
ในส่วนของ เจ ทรัสต์ เอเชีย (J Trust Asia Pte. Ltd :JTA) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท หลังจากใช้สิทธิแปลงสภาพหุ้นกู้แปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญของบริษัท ปลายปีที่ผ่านมา ทางเจทีเอ ยืนยืนไม่มีการขายหุ้นออกไป และพร้อมร่วมมือกับบริษัท เพื่อขยายธุรกิจในอินโดนีเซียและภูมิภาคอาเซียนในฐานะที่เป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ปัจจุบันยังคงถือหุ้นบริษัทอยุ่ 6.43% หรือคิดเป็น 98.1 ล้านหุ้น
ทั้งนี้ จากการจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2559 ที่ประชุมได้มีมติอนุมัติการออกใบสำคัญแสดงสิทธิ (GL-W4) 170 ล้านหน่วย ให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตรา 9 หุ้นเดิมต่อ 1 วอแรนท์ กำหนดเงื่อนไขการแปลงสภาพ 1 วอแรนท์ ต่อ 1 หุ้นสามัญ ในราคาแปลงสภาพ 40 บาท ภายในระยะเวลา 2 ปีนับจากวันที่ออกใบสำคัญแสดงสิทธิ หากผู้ถือหุ้นใช้สิทธิแปลงสภาพที่ราคา 40 บาทต่อหน่วย ภายในกำหนด 2 ปี จะส่งผลให้บริษัทได้รับเงินทุนก้อนใหม่ เพื่อนำมาใช้ขยายธุรกิจในไทย และดำเนินธุรกิจดิจิทัลไฟแนนซ์ใน สปป.ลาวรวมถึงภูมิภาคอาเซียน
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมผู้ถือหุ้น ยังมีมติอนุมัติการออกหุ้นกู้แปลงสภาพไม่เกิน 130 ล้านดอลลาร์ ให้แก่กลุ่มพันธมิตรญี่ปุ่น เจทีเอ โดยกำหนดราคาแปลงสภาพ 1 หุ้นกู้ต่อ 1 หุ้นสามัญ ในราคา 40 บาท ภายในระยะเวลา 5 ปี ดอกเบี้ย 5% หากผู้ถือหุ้นและกลุ่มเจทีเอ ใช้สิทธิแปลงสภาพทั้งหมด จะส่งผลให้บริษัท มีแหล่งเงินทุนใหม่เพิ่มขึ้นทันที เพื่อนำไปใช้ขยายธุรกิจในกัมพูชาให้มีพอร์ตสินเชื่อที่หลากหลายและปล่อยสินเชื่อให้แก่กลุ่มเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่จัดจำหน่ายสินค้าประเภทต่างๆ ให้แก่ลูกค้าที่บริษัทเป็นผู้ปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อ
พร้อมกันนี้ ที่ประชุมได้มีมติอนุมัติเพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัท เพื่อรองรับการใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิและสิทธิแปลงสภาพของหุ้นกู้แปลงสภาพ โดยการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทไม่เกิน 285.05 ล้านหุ้น พาร์ 0.50 บาท แบ่งเป็นการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทไม่เกิน 170 ล้านหุ้น เพื่อรองรับการใช้ใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิและจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทไม่เกิน 115.05 ล้านหุ้น









