วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'แบลคฟรายเดย์' นักลงทุนแห่ทิ้งสินทรัพย์เสี่ยง

เงินปอนด์ดิ่งเหว ต่ำสุดรอบ 30 ปี หลังอังกฤษตัดสินใจนัดประวัติศาสตร์ ถอนตัวจากอียู ฉุดค่าเงินตลาดเกิดใหม่ร่วงระนาว หุ้นโลกป่วน น้ำมันร่วง

เงินปอนด์ในตลาดเอเชียทรุดลงไป 10% แตะระดับต่ำที่สุดในรอบ 30 ปีวานนี้ (24 มิ.ย.) ที่ 1.3229 ปอนด์ต่อดอลลาร์ และร่วงลง 6% ในตลาดลอนดอน ส่วนเงินดอลลาร์ร่วงลงต่ำกว่า 100 เยนต่อดอลลาร์เป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปีครึ่ง ที่ 99.02 เยน หลังจากนักลงทุนหันไปถือครองเงินเยนซึ่งถูกมองว่าเป็นแหล่งลงทุนที่ปลอดภัย

สกุลเงินเอเชียซึ่งถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์เสี่ยง ถูกเทขายในช่วงที่นักลงทุนวิ่งหาแหล่งลงทุนที่ปลอดภัย เงินวอนเกาหลีใต้ร่วงลง 2.4% มากสุดในรอบเกือบ 5 ปี เงินรูเปี๊ยะห์อินโดนีเซียลดลง 1.7% เงินริงกิตมาเลเซียดิ่งลง 2.7% ดอลลาร์สิงคโปร์ร่วง 1.5% เงินหยวนลดลงมากกว่า 0.7% สู่ระดับต่ำที่สุดในรอบกว่า 5 ปีที่ 6.6285 หยวนต่อดอลลาร์

ตลาดเงินและตลาดหุ้นเริ่มกระเตื้องขึ้นในช่วงท้าย หลังจากร่วงหนักในช่วงแรกจากการคาดการณ์ว่าฝ่ายหนุนให้อังกฤษถอนตัวได้รับชัยชนะ เนื่องจากธนาคารกลางหลายประเทศประกาศเข้าแทรกแซงตลาดเงิน

นายแอนดรูว์ ครอสส์ นักวิเคราะห์แห่งอินเตอร์เนชันแนลไฟแนนซ์ กล่าวว่าเบร็กซิทไม่ใช่วิกฤติการเงินโลก แต่ในสถานการณ์เช่นนี้นักลงทุนจะตื่นตระหนกและหลีกเลี่ยงความเสี่ยง

ดัชนีนิกเคอิในตลาดหุ้นโตเกียวปิดตลาดวานนี้ ดิ่งลง 7.92% หรือ 1,286.33 จุด ซึ่งเป็นการทรุดตัวในวันเดียวที่มากที่สุดตั้งแต่เมื่อครั้งแผ่นดินไหวครั้งใหญ่อันก่อให้เกิดสึนามิในญี่ปุ่นเมื่อ 5 ปีก่อน หุ้นเกาหลีใต้ร่วง 3.1% หุ้นเซี่ยงไฮ้ลดลง 1.3% ดัชนีหั่งเส็งในตลาดฮ่องกงทรุดตัว 4.4% ส่วนหุ้นยุโรปเปิดตลาดดำดิ่ง เริ่มจากตลาดลอนดอนที่ทรุดตัว 8% ถูกฉุดโดยหุ้นภาคธนาคารที่ร่วงไป 30% แต่ดีดขึ้นมาติดลบ 4.85% เมื่อผู้นำอังกฤษประกาศลาออก ตลาดแฟรงก์เฟิร์ตดำดิ่ง 10% ตลาดปารีสดิ่งเหว 8%

ราคาน้ำมันดิบในตลาดเอเชียร่วงลงไป 6% โดยน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสอินเตอร์มีเดียทส่งมอบเดือนส.ค. ลดลง 6.2% หรือ 3.11 ดอลลาร์ ที่ 47 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล น้ำมันดิบเบรนต์ลดลง 6.17% หรือ 3.14 ดอลลาร์ ที่ 47.77 ดอลลาร์

ตลาดหุ้นและตลาดเงินทั่วโลกร่วงหนักที่สุดครั้งหนึ่งนับจากวิกฤติการเงินโลกปี 2551 หลังจากผลการนับคะแนนอย่างเป็นทางการจากการลงประชามติอังกฤษปรากฏว่า 51.89% หรือ 17,410,742 เสียง หนุนถอนตัว และ 48% หรือ 16,141,241 เสียง หนุนให้คงสมาชิกภาพในสหภาพยุโรป (อียู) ปิดฉากสมาชิกภาพอียูที่ดำเนินมา 40 ปี ทั้งยังก่อให้เกิดกระแสวิตกว่าสมาชิกประเทศอื่นอาจจัดการลงประชามติบ้าง อันถือเป็นการท้าทายอนาคตของอียูที่ก่อตั้งมาเกือบ 60 ปี

นายโจ รันเดิล นักวิเคราะห์แห่งอีทีเอกซ์แคปิตอล กล่าวว่ายากที่จะประเมินผลเสียต่อราคาสินทรัพย์ แต่น่าจะรุนแรงที่สุดนับจากเลแมนบราเดอร์สล้มละลายอันเป็นชนวนวิกฤติการเงินโลก

มูลค่าตลาดหุ้นทั่วโลกอาจลดลงมากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดการเงินทั่วโลก โดยตลาดหุ้นทั่วโลกมีมูลค่า 52 ล้านล้านดอลลาร์ ณ ปิดตลาดเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. และอาจปิดตลาดวานนี้ด้วยมูลค่าน้อยกว่า 50 ล้านล้านดอลลาร์ โดยอิงกับการร่วงลงเฉลี่ยราว 5%

ธ.กลางอังกฤษพร้อมอัดฉีด250,000ล้านปอนด์

นายมาร์ก คาร์นีย์ ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ แถลงว่าพร้อมอัดฉีดเงินมากกว่า 250,000 ล้านปอนด์เข้าสู่ตลาดเพื่อรับมือกับความผันผวน ทั้งยังสามารถจัดหาสภาพคล่องเพิ่มเติมได้ และจะดำเนินทุกมาตรการที่จำเป็นเพื่อป้องกันวิกฤติ

ในทำนองเดียวกัน ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) กล่าวว่าพร้อมอัดฉีดสภาพคล่องเพิ่มเติมเข้าสู่ตลาดเงินในกรณีที่จำเป็น

ด้านธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์กล่าวว่าได้เข้าแทรกแซงในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อสร้างเสถียรภาพให้แก่เงินฟรังก์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในแหล่งลงทุนที่ปลอดภัย และแข็งค่าขึ้นมากเทียบกับยูโรที่ระดับ 1.06 ฟรังก์ต่อยูโร จาก 1.10 ฟรังก์

ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นกล่าวว่าพร้อมร่วมมือกับธนาคารกลางอื่นในโลก เพื่ออัดฉีดเงินเข้าสู่ตลาดเงิน รับมือกับความผันผวนอย่างหนัก นายทาโร อาโซะ รัฐมนตรีคลัง ญี่ปุ่น แถลงว่าญี่ปุ่นพร้อมใช้มาตรการแข็งกร้าวเพื่อแก้ปัญหาความผันผวนในตลาดเงิน และวิตกอย่างมากเกี่ยวกับความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก

การถอนตัวจากอียูของอังกฤษอาจส่งผลพวงอย่างมากต่อบริษัทญี่ปุ่นกว่าพันแห่งที่เข้าไปดำเนินงานในอังกฤษ อันถูกมองว่าเป็นฐานสำหรับทำธุรกิจในยุโรป

ส่วนผลตอบแทนพันธบัตรเยอรมนีระยะ 10 ปี ซึ่งถูกมองว่าปลอดภัยมาก ติดลบเป็นครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์ ที่ -0.14% เพราะนักลงทุนแห่เข้าซื้อ

ทองคำซึ่งถูกมองว่าเป็นแหล่งลงทุนที่ปลอดภัย ทะยานขึ้น 5.1% แตะระดับสูงสุดรอบ 2 ปี ที่ 1,319.60 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อังกฤษจะเป็นประเทศแรกที่ถอนตัวจากอียู ซึ่งส่งผลเสียมากที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งอียู นักวิเคราะห์บางคนมองว่าเหตุการณ์นี้อาจฉุดยุโรปให้ตกสู่ภาวะถดถอย อันจะเพิ่มแรงกดดันเศรษฐกิจโลก และทำให้นักลงทุนหันไปถือครองทองคำ

“คาเมรอน”ลาออก

นายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอนแห่งอังกฤษ ประกาศว่าจะลาออก โดยจะคอยดูให้สถานการณ์สงบในช่วง 3 เดือนหน้า และไม่ได้ระบุว่าจะลาออกเมื่อไร แต่กล่าวว่าควรมีผู้นำใหม่ภายในต้นเดือนต.ค.

นายคาเมรอนกล่าวว่านายกฯคนใหม่ควรเริ่มกระบวนการอย่างเป็นทางการเพื่อถอนตัวออกจากอียู พร้อมเสริมว่าคนอังกฤษที่อาศัยอยู่ในยุโรป และชาวยุโรปที่อยู่ในอังกฤษจะไม่เผชิญการเปลี่ยนแปลงในทันทีทันใด

เจพีมอร์แกนอาจย้ายพนักงาน

เจพีมอร์แกนเชส วาณิชธนกิจสหรัฐ เตือนว่าในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า อาจปรับเปลี่ยนโครงสร้างในยุโรป และอาจโยกย้ายตำแหน่งงานออกจากอังกฤษ โดยเจพีมอร์แกนเชสจ้างพนักงาน 16,000 คนในอังกฤษ และผู้บริหารเคยกล่าวว่าอาจย้ายงาน 4,000 ตำแหน่งออกจากอังกฤษ

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าคนงาน 2.2 ล้านคนในอุตสาหกรรมการเงินของอังกฤษ จะเผชิญความไม่แน่นอนไปอีกหลายปี และเสี่ยงที่จะตกงาน อันก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับสถานภาพของกรุงลอนดอนในฐานะศูนย์กลางการเงินยุโรป โดยทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับการแยกตัวระหว่างอังกฤษกับอียู รวมถึงศักยภาพของอังกฤษในการเข้าถึงตลาดยุโรป และการรับมือกับความปั่นป่วนในตลาด

มูดี้ส์-ฟิทช์ชี้กระทบเรตติงอังกฤษ

บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มูดี้ส์ กล่าวว่าการถอนตัวถือเป็นผลลบต่อความน่าเชื่อถือของอังกฤษ เพราะนำไปสู่ความไม่แน่นอนด้านนโยบายในระยะยาว อันจะถ่วงรั้งเศรษฐกิจและการเงินของประเทศ ซึ่งความไม่แน่นอนที่มากขึ้นมีแนวโน้มจะบั่นทอนกระแสการลงทุนและความเชื่อมั่น ทั้งยังถ่วงรั้งแนวโน้มการเติบโตของอังกฤษ ซึ่งเป็นแง่ลบต่อความน่าเชื่อถือ

ด้านฟิทช์ เรทติ้งส์ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ ระบุว่าผลของการลงมติ จะเป็นปัจจัยลบต่ออันดับความน่าเชื่อถือของภาคธุรกิจส่วนใหญ่ของอังกฤษ ขณะที่จะมีผลกระทบ
เชิงลบปานกลางต่ออันดับความน่าเชื่อถือของรัฐบาลอังกฤษ แต่โดยรวมแล้ว คาดว่ามีแนวโน้มที่จำกัดที่จะมีการปรับอันดับความน่าเชื่อถือสำหรับภาคธุรกิจในระยะใกล้นี้

ฟิทช์ระบุว่า สถานะของอังกฤษในการเป็นศูนย์กลางธนาคารระหว่างประเทศอาจจะได้รับผลกระทบจากการที่ธุรกิจบางส่วนจะย้ายไปยังอียู