"รมว.พาณิชย์" เชื่ออังกฤษออกจากอียูกระทบไทยไม่มาก หลังสัดส่วนส่งออกมีเพียง 2% ของการส่งออกทั้งหมด ขณะที่การลงทุนทางตรงอยู่ที่ 4.4% เท่านั้น
นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ประจำประเทศยุโรป รวมถึงในสหราชอาณาจักรติดตามความเคลื่อนไหวและรายงานสถานการณ์ทุกวัน หลังมีมติผลประชามติอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (BREXIT) อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์จะยังคงดำเนินการตามแผนผลักดันการส่งออกในภาพรวมให้ได้ตามเป้าหมายเติบโตร้อยละ 5
ทั้งนี้ ตามการรายงานด้านเอกสารผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาจากการออกเสียงประชามติออกจากอียู ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์วิเคราะห์ว่าระยะสั้นเงินปอนด์อาจจะอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินทั่วโลก และ BREXIT อาจกระทบกับตลาดหุ้นยุโรปและส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยตกโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคอสังหาริมทรัพย์
ส่วนการค้าขายระหว่างประเทศไทยได้รับผลกระทบน้อย จากสัดส่วนที่ไทยส่งออกไปสหราชอาณาจักรเพียงร้อยละ 2 ของการส่งออกทั้งหมด ผู้ส่งออกจะส่งออกได้ในปริมาณลดลง ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการที่ลดลงโดยเฉพาะธุรกิจอาหารไก่แปรรูป, รถยนต์และส่วนประกอบ และแผงวงจรไฟฟ้า ด้านผู้นำเข้าจะนำเข้าลดลงจากปัญหาเรื่องต้นทุนที่สูงขึ้น ขณะที่การลงทุนในสหราชอาณาจักรจะได้รับผลกระทบน้อยเช่นกัน เนื่องจากการลงทุนทางตรงที่ไทยไปลงทุนในสหราชอาณาจักรมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 4.4 จากการลงทุนทางตรงทั้งหมดของไทย
สำหรับผลกระทบระยะยาว หลังสหราชอาณาจักรแยกตัวออกมาจากอียู จะส่งผลให้สัญญาทางการค้าของไทยกับสหราชอาณาจักรทำโดยตรงง่ายขึ้น แต่ในส่วนของต้นทุนการดำเนินการก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่ต้องแยกประสานระหว่างสหราชอาณาจักรกับอียู และการส่งออกของไทยมีแนวโน้มลดลง ซึ่งมาจากสภาพเศรษฐกิจโลกที่เติบโตช้าลง ขณะเดียวกันยังมีความเสี่ยง การแยกตัวของสหราชอาณาจักร อาจจะเป็นตัวอย่างให้สมาชิกอื่นในอียูต้องการทำประชามติลักษณะเดียวกัน
สหราชอาณาจักรถือเป็นคู่ค้าสำคัญลำดับต้นของไทยในอียู โดยมูลค่าเฉลี่ยของการส่งออกไทยไปสาราชอาณาจักรตั้งแต่ปี 2556 – 2558 อยู่ที่ 3,872 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยได้ดุลการค้าเฉลี่ย 992 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งปี 2558 มีมูลค่าการส่งออก 3,823 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสหราชอาณาจักรเป็นคู่ค้าลำดับ 3 ของไทยในอียู มีอัตราขยายตัวของการส่งออกลดลงอยู่ที่ร้อยละ 4.5 จากปี 2557 ซึ่งมีมูลค่าการส่งออก 4,006 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในช่วง 4 เดือนแรกปี 2559 ส่งออกไปเป็นมูลค่า 1,153 ล้านดอลลาร์สหรัฐ









