วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ธีรพงศ์ จันศิริ' พาเหรด 'กับดักเสน่ห์' TU

เสน่ห์ไม่เคยจาง!! แม้ธุรกิจต้องเผชิญหน้ามรสุมรอบด้าน ตรงข้ามต่างชาติยังหาจังหวะช้อน หุ้น ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป ไม่ขาดสาย

ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป หรือ TU ผู้ผลิตและแปรรูปปลาทูน่าบรรจุกระป๋องรายใหญ่ที่สุดของโลก (ชื่อเดิม บมจ.ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ หรือ TUF) ถือเป็นหนึ่งองค์กรไทยที่ถูกสื่อต่างชาติโจมตีอย่างหนัก

หลังประเทศไทยถูกลดเกรด จากสหรัฐอเมริกาและจัดอันดับให้อยู่ในระดับ Tier 3 ในเรื่องของการค้ามนุษย์ และแรงงานข้ามชาติ ขณะที่สหภาพยุโรปยังจัดให้ประเทศไทยได้ใบเหลืองกับการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU)

ทว่ากับไม่ทำให้ 'เสน่ห์' ของทียูลดลงแต่อย่างใด สะท้อนผ่านผลโหวตของนักการเงิน นักลงทุน และนักวิเคราะห์ชั้นนำทั่วภูมิภาคเอเชียประจำปี 2559 จากนิตยสารการเงินการลงทุนชั้นนำ 'ไฟแนนซ์ เอเชีย' (Finance Asia)

ที่ยก 'รางวัลซีอีโอดีเด่น 2 ปีซ้อน' ให้ 'ช้าง-ธีรพงศ์ จันศิริ' ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทียู แซงหน้า นักธุรกิจสัญชาติไทยเชื้อสายอเมริกัน 'วิลเลียม เอ็ลล์วู๊ด ไฮเน็ค' ประธานกรรมการ ในฐานะผู้ก่อตั้ง บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล หรือ MINT

ตามด้วยรางวัลยอดเยี่ยม 4 สาขา ไล่มาตั้งแต่ 1.บริษัทที่มีการบริหารจัดการยอดเยี่ยม2.บริษัทที่มีความมุ่งมั่นต่อหลักบรรษัทภิบาลยอดเยี่ยม 3.นักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม และ 4.บริษัทที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมยอดเยี่ยม

รางวัลเหล่านี้ ถือเป็นเครื่องการันตีแห่งความสำเร็จ หลังหลายปีที่ผ่านมา บริษัทพยายามเดินสายตอกย้ำนโยบายที่ว่า จะไม่ร่วมดำเนินธุรกิจกับคู่ค้าที่ไม่สามารถปฏิบัติตามหลักจรรยาบรรณธุรกิจและแนวปฏิบัติด้านแรงงานได้ และเห็นด้วยที่ประเทศอังกฤษออกกฎหมายการค้าแรงงานทาสฉบับใหม่ เพื่อหยุดยั้งปัญหาการค้าแรงงานทาสและการค้ามนุษย์

รวมถึงเดินสายสร้างความมั่นใจ และความเข้าใจต่อผู้บริโภค คู่ค้า และสื่อต่างชาติ ผ่านการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อผลักดันปัญหาไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ความพยายามเหล่านี้ ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นในพื้นฐานของทียูมากขึ้น

'ธีรพงศ์ จันศิริ' ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป ยืนยันกับ 'กรุงเทพธุรกิจ BizWeek' ว่า ตลอดสองปีที่ผ่านมา ต้องเดินสายพูดเรื่องการแก้ปัญหาสหรัฐอเมริกาจัดลำดับการค้ามุนษย์ประเทศไทยในระดับ Tier 3 และกลุ่มสหภาพยุโรป (EU) ให้ใบเหลืองเรื่องการทำประมงผิดกฎหมาย แต่ไม่ได้รู้สึกเหนื่อย ตรงข้ามกับมองว่า เป็นหน้าที่ของทียูที่ต้องร่วมกันแก้ไข และหาทางออกร่วมกับทุกหน่วยงาน

แม้ปัญหาเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อองค์กร และภาพลักษณ์สินค้าที่ผลิตจากเมืองไทย สะท้อนผ่านการที่บริษัทพยายามเดินสายตอกย้ำนโยบายการจัดแรงงานให้ถูกต้องตามกฎหมายระเบียบมาตลอด ปัจจุบันกิจการในเมืองไทยของทียู มีแรงงานต่างด้าวหลายพันคน คิดเป็น 20-30% ของพนักงานทั้งหมด

ทว่ากับไม่ได้ส่งผลกระทบในแง่การเงินของบริษัท วันนี้ทียูยังคงมุ่งหน้าทำงาน เพื่อบรรลุเป้าหมาย 'รายได้ 8,000 ล้านบาท' ภายในปี 2563 เพราะยังมองเห็นโอกาสอีกมากในอุตสาหกรรมอาหารทะเลทั่วโลก

ที่สำคัญยังเน้นดำเนินธุรกิจหลัก 6 กลุ่มเหมือนเดิม นั่นคือ 1.ธุรกิจปลาทูน่า 2.ธุรกิจกุ้งและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกุ้ง 3.ธุรกิจปลาแซลมอน 4.ธุรกิจปลาซาร์ดีนและปลาแมคเคอเรล 5.ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง 6.ธุรกิจผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มและผลิตภัณฑ์อื่นๆ คิดเป็นสัดส่วน 38% 26% 9% 9% 7% และ 11% ตามลำดับ ณ ปัจจุบัน

'เจ้าพ่อปลาทูน่า' ยืนยันว่า สองปัญหาใหญ่นี้ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อแผนการ 'ซื้อกิจการ' (M&A) หรือ 'ร่วมทุน' ของบริษัทแต่อย่างใด ตลอดปี 2558 จนถึงปัจจุบัน ทียูสามารถปิดดีลการลงทุนได้ตามเป้าหมาย ไล่มาตั้งแต่ซื้อกิจการ 'โอไรออน ซีฟู้ด' ผู้จำหน่ายกุ้งล็อบสเตอร์รายใหญ่ที่สุดในอเมริกาเหนือ ,'เมอร์อไลลันซ์' ผู้นำปลาแซลมอนรมควันแช่เย็นในยุโรป

รวมถึงซื้อกิจการ 51% 'รูเก้น ฟิช' ผู้นำตลาดอาหารทะเลกระป๋องในประเทศเยอรมนี พร้อมแบรนด์ฮาเวสต้า (Hawesta) และทำสัญญาร่วมทุนซื้อหุ้น 40% “อะแวนติโฟรเซ่น ฟู้ดส์” ผู้ผลิต และแปรรูปกุ้งในประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท อะแวนติฟีดส์ จำกัด

'ดีลทั้งหมดสร้างผลตอบแทนจากการการลงทุน (IRR) มากกว่า 15%' 

๐ เจาะตลาดเกิดใหม่

'นายใหญ่' เล่าว่า ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมอาหารทะเลทั่วโลกควบรวมกิจการมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะบริษัทที่มีขนาดไม่ใหญ่อยู่ลำบากมากขึ้น ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง ที่ผ่านมาทียูเน้นซื้อกิจการขนาด 100-200 ล้านเหรียญ ซึ่งธุรกิจขนาดนี้ เมื่อควบรวมกิจการแล้วจะทำให้ความสามารถในการแข่งขันมีสูงขึ้น

ปัจจุบันธุรกิจอาหารทะเลทั่วโลกขนาด 100-200 ล้านเหรียญ มีอยู่ในตลาดมากพอสมควร หลายบริษัทมีตัวเลขการเติบโตเฉลี่ยเพียง “หลักเดียว” นั่นเป็นเพราะไม่มีความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะในแง่ของนวัตกรรมที่สู้รายใหญ่ไม่ได้

บริษัทเหล่านี้มีแนวโน้มต้องควบรวมกิจการ หากเป็นเช่นนั้น 'ผู้เล่นในตลาดโลกจะลดลง ขณะที่บริษัทบางแห่งจะมีขนาดใหญ่ขึ้น' ในอุตสาหกรรมปลาทูน่าทั่วโลกมีรายใหญ่เพียง 3-4 รายเท่านั้น (รวมทียูแล้ว) ส่วนใหญ่อยู่ประเทศเกาหลี,อิตาลี และยุโรป

ตามแผนทียูต้องหาพื้นที่ใหม่ๆ เพื่อสร้างการเจริญเติบโตต่อไป ล่าสุดเล็งจะเข้าไปทำธุรกิจใน 'ตลาดเกิดใหม่' โดยเฉพาะแถบเอเชีย เช่น จีน ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย รวมถึงตะวันออกกลาง และแอฟริกา

ตลาดเกิดใหม่เหล่านี้มีอัตราการเติบโตสูง ฉะนั้นจะทำให้กลุ่มทียูสามารถขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ระดับ 12-15% จากปกติที่เติบโตเพียงปีละ10-15%

กลยุทธ์การลงทุนในตลาดเกิดใหม่ที่จะทำให้บริษัทได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนเฉลี่ย 20-25% คือ การเข้าไปจับมือกับ 'ผู้จัดจำหน่ายต่างแดน' เพื่อนำสินค้าเข้าไปจำหน่ายตามหัวเมืองหลักๆ โดยบริษัทจะไม่ส่งทีมงาน หรือจัดตั้งสำนักงานขาย เพราะไม่คุ้มค่า ยกเว้นประเทศที่มีขนาดใหญ่อย่างเมืองจีน

ปัจจุบันได้จัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่ เพื่อเข้ามาดูแลตลาดเกิดใหม่อย่างเข้มข้น ในอดีตเคยชิมลางจำหน่ายสินค้าในเมืองจีนผ่านจอยเวนเจอร์ แต่สินค้าที่ไม่หลากหลาย มีเพียงปลาทูน่ากระป๋อง ทำให้ต้องปิดตัวไป แต่หากเข้ามาเจาะตลาดในเวลานี้ เชื่อว่าจะทำได้ง่ายและดีกว่าแต่ก่อน เพราะทียูมีสินค้าหลายประเภท และพัฒนานวัตกรรมอาหารทะเลจนมาอยู่ในจุดยั่งยืนแล้ว

ล่าสุดได้ตั้งบริษัทย่อย ภายใต้ชื่อ 'ไทยยูเนี่ยน ไชน่า' เพื่อทำหน้าที่สำรวจตลาดเมืองจีน ขณะเดียวกันเมื่อปลายปี 2558 ได้ตั้งบริษัทร่วมทุนกับ บริษัท ซาโวลา ฟู้ดส์ จำกัด ภายใต้ชื่อ บริษัท ยูไนเต็ด ซีฟู้ด (หมายเลข1) และบริษัท ยูไนเต็ด ซีฟู้ด (หมายเลข2) ในดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

'ซาโวลา ฟู้ดส์' มีความแข็งแกร่งด้านการขาย การตลาด และการจัดจำหน่าย ขณะที่เรามีความแกร่งด้านการสรรหาวัตถุดิบ การผลิต และการพัฒนาและวิจัย เบื้องต้นจะเน้นทำตลาดเรื่องซีฟู้ดทั้งหมด โดยจะเริ่มจากผลิตภัณฑ์ปลาทูน่ากระป๋องก่อน จากนั้นจะหาโอกาสเจาะตลาดผลิตภัณฑ์อื่นต่อไป

'เป้าหมายของการรุกตลาดเกิดใหม่ คือ ภายในปี 2563 ต้องเห็นวอลุ่มการขาย 600 ล้านเหรียญ คิดเป็นสัดส่วน 7.5% จากปัจจุบันที่มีรายได้จากเอเชีย (ยกเว้นญี่ปุ่น) และตะวันออกกลางเฉลี่ย 3% และ 2% ตามลำดับ' 

เมื่อถามถึงแผนลงทุนในแถบยุโรป และสหรัฐอเมริกา เขา ตอบว่า ยังคงมองหาโอกาสอย่างต่อเนื่อง เพราะเป้าหมายของการซื้อกิจการ คือ ภายในปี 2563 ต้องซื้อกิจการที่สามารถสร้างรายได้ให้บริษัทอีกประมาณ 1.5 พันล้านเหรียญ

เท่ากับว่า แต่ละปีต้องมีดีลใหม่เกิดขึ้นเฉลี่ย 3 ดีล

สาระสำคัญของการขยายการลงทุน ทั้งในตลาดเกิดใหม่ รวมถึงแถบยุโรป และสหรัฐอเมริกา คือ ต้องการเห็นรายได้ที่มาจาก 'แบรนด์ทียู' เพิ่มขึ้น จาก 40-43% เป็นกว่า 50% ภายในปี 2563 เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่เป็นแบรนด์ของตัวเองมีกำไรขั้นต้นสูงถึง 20% ขณะที่งานรับจ้างผลิตมีกำไรขั้นต้นเพียง 12-15% วันนี้งานรับจ้างผลิตของทียู ถือว่าครอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้าแล้วค่อนข้าง “อิ่มตัว”

'M&A ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะทำให้องค์กรเติบโต ฉะนั้นจึงต้องตั้งทีมงานขึ้นมาดูเรื่องนี้โดยเฉพาะ'

๐ศูนย์นวัตกรรมดัน 'มาร์จิ้น'

'ธีรพงศ์' บอกว่า เมื่อปี 2557 บริษัทได้ร่วมมือด้านวิจัยและพัฒนากับมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อเปิด 'ศูนย์นวัตกรรมแห่งแรก' (Global Innovation Incubator-Gii) ในคณะวิทยาศาสตร์ ขนาดพื้นที่ 1,200 ตารางเมตร มูลค่าลงทุน 200 ล้านบาท โดยหวังจะให้เป็นศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัทในเครือทั่วโลก

'ศูนย์นวัตกรรมจะผลักดันกำไรขั้นต้น จากระดับ 16% เป็น 20% ภายในปี 2563'

ตามแผนศูนย์แห่งนี้จะคิดค้น 'นวัตกรรมใหม่' เพื่อสร้างสินค้าแบรนด์ทียูเป็นหลัก ขณะเดียวกันยังมีเป้าหมายจะคิดค้น 'ส่วนผสม' (ingredient) เพื่อนำไปเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง เช่น ธุรกิจความงาม หรือน้ำนมทารก เป็นต้น ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบายโปรดักส์

หากไม่มีอะไรผิดพลาด ผลิตภัณฑ์ตัวแรกจะมาจากกลุ่มปลาทูน่า คาดว่าจะเปิดตลาดได้ในช่วงปลายปี 2559 เป้าหมายสำคัญของศูนย์แห่งนี้ คือ ภายในปี 2563 ต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 10% ของกลุ่ม หรือคิดเป็น 800 ล้านเหรียญ ส่วนผลิตภัณฑ์ต่อไปจะมาจากกลุ่มกุ้ง

ผลิตภัณฑ์ทุกตัวที่มาจากศูนย์นี้ต้องสร้างกำไรขั้นต้นกว่า 25%

ตอนนี้กำลังหาทำเลระหว่างกรุงเทพและสมุทรสาคร เพื่อเปิดศูนย์นวัตกรรมแห่งใหม่ ขนาดพื้นที่ 5,000 ตารางเมตร คาดว่าจะเคาะเรื่องนี้ภายในปีนี้ แนวคิดของศูนย์แห่งนี้ คือ ต้องการสร้างความยั่งยืน และความสามารถในการแข่งขันระดับโลกให้กับองค์กร

'ปี 2560 จะเป็นปีสำคัญของทียู หลังการรุกตลาดเกิดใหม่จะเริ่มต้นขึ้นในปี 2559 ขณะที่ผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากศูนย์นวัตกรรมจะเปิดตัวปลายปีนี้ ฉะนั้นจะเห็นตัวเลขที่เป็นสาระสำคัญในปีหน้า' 

๐ต่างชาติถือหุ้น TU เพิ่มขึ้น

ประธานกรรมการบริหาร บอกว่า หุ้น TU อยู่ในตลาดหลักทรัพย์มากว่า 20 ปี นักลงทุนต่างชาติที่เน้นถือลงทุนระยะยาวจะชื่นชอบเราเป็นพิเศษ เพราะตามสถิติสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญมีความแข็งแกร่งในแง่ของกระแสเงินสด และสามารถจ่ายปันผลได้อย่างสม่ำเสมอ

แต่เมื่อสหรัฐอเมริกา และแถบยุโรป เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ในปี 2551 นักลงทุนต่างชาติต่างพากันโยกเงินลงทุนออกไปบ้างส่วน ส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติของหุ้น TUลดลง จากเคยมีตัวเลขชนเพดาน 45% เหลือเพียง 30%

เมื่อต่างชาติเห็นความแข็งแกร่งของธุรกิจ บวกกับทั่วโลกมีเงินล้นตลาด จากการออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของสหรัฐและยุโรป ต่างชาติก็ทยอยกลับมาลงทุนหุ้น TU เหมือนเดิม ล่าสุดตัวเลขถือหุ้นต่างชาติอยู่ระดับเฉลี่ย 40%

วันนี้ราคาหุ้น TU ปรับตัวขึ้นกว่า 20% นับจากต้นปีที่ผ่านมา จากราคา 17 บาท ขึ้นมายืนเฉลี่ย 22 บาท ล่าสุดนักวิเคราะห์ให้ราคาเป้าหมาย 23-24 บาท แต่ถ้าสามารถพิสูจน์ได้ว่า แผนงานที่ดำเนินการไปก่อนหน้านี้ประสบความสำเร็จ และกำลังจะมีดีลใหม่ตามแผนนักวิเคราะห์คงขยับราคาเป้าหมาย

งานสำคัญอย่างหนึ่งที่กำลังดำเนินการอยู่ คือ การรุก 'ธุรกิจฟู้ดเซอร์วิส' ด้วยการขายผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้เชนรายใหญ่ๆ รวมถึงช่วยคิดเมนูใหม่ เพื่อลดต้นทุนให้ลูกค้า ล่าสุดได้ตั้งหน่วยงานดูแลเรื่องนี้แล้ว เบื้องต้นตั้งเป้าหมายว่า ในปี 2563 ต้องมีรายได้ 400 ล้านเหรียญ คิดเป็น 5% ของรายได้รวม และต้องสร้างมาร์จิ้นไม่ต่ำกว่า 20%

'ปี 2559 กลุ่มทียู ปักเป้ารายได้รวมระดับ 145,000 ล้านบาท คิดเป็น 4,700-5,000 ล้านเหรียญ เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีรายได้รวม 3,700-4,000 ล้านเหรียญ ทุกกลุ่มธุรกิจจะเป็นพระเอกขององค์กร เพราะทีมงานทุกกลุ่มทำงานร้อยเปอร์เซ็นต์' 

แม่ทัพใหญ่ ทิ้งท้ายว่า ทียู มีความรู้สึกไวต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกมากกว่าคนอื่น เพราะเรามีธุรกิจทั่วโลก สะท้อนผ่านการเป็นเจ้าของแบรนด์ชั้นนำในภูมิภาค และการมีฐานการผลิตครอบคลุมทั่วโลก ฉะนั้นเมื่อพื้นที่ใดเกิดการเปลี่ยนแปลง ย่อมส่งกระทบต่อการทำธุรกิจของเรา

การเปลี่ยนแปลงในโลกปัจจุบันที่ไม่เหมือนในอดีต คือ มีสงคราม ,ก่อการร้าย ,การเมือง และกฎหมายระหว่างประเทศ ขณะเดียวกันพฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มที่มีความซับซ้อนมากขึ้น และมีความต้องการสินค้าที่หลากหลายมากกว่าเดิม

ฉะนั้นจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพื่อให้เกิดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก เขาย้ำ และเพื่อมุ่งหน้าสู่จุดมุ่งหมายในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะการเป็นบริษัทระดับโลก (Global Companies) และการเป็นธุรกิจระดับโลก (global business)

เรื่องหนึ่งที่นักธุรกิจต้องยอมรับ ในโลกปัจจุบันลูกค้าไม่ได้ต้องการเพียงอาหารที่ปลอดภัย แต่ต้องการรู้ถึงแหล่งที่มา และกระบวนการได้มาของสิ่งที่ต้องบริโภค หรือแม้กระทั่งขั้นตอนในการดูแลแรงงาน และบุคลากร เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงไปทียูจำต้องมี 'นวัตกรรม' (Innovation) ที่แตกต่างจากคนอื่น

'ผมใช้เวลาเกือบครึ่งลงมาจัดการปัญหา Tier 3 และสหภาพยุโรปคงใบเหลือง องค์กรของเราให้ความสำคัญเรื่องนี้อย่างมาก' เจ้าพ่อปลาทูน่า ยืนยัน

...............................

* ติดตามอ่านกรุงเทพธุรกิจ Bizweek ได้ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ซึ่งเปลี่ยนจากฉบับวันจันทร์ มาเจอกันในทุกวันอาทิตย์ โดยยังคงความเข้มข้นของเนื้อหาข่าว เศรษฐกิจ ธุรกิจ การเงิน
และการลงทุน พร้อมเสิร์ฟถึงมือผู้อ่านทุกท่าน!!