วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แกว่งตัวออกด้านข้าง

ซื้อหุ้น กลุ่ม โรงกลั่น ท่องเที่ยว รับเหมา

UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้  :   แกว่งตัวออกด้านข้าง

ทิศทางตลาดหุ้นไทยวันนี้ คาดจะแกว่งตัวออกด้านข้าง โดยปัจจัยที่ต้องติดตามในวันนี้คือผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ตามเดิมที่ 1.50% ต่อปี ขณะที่ตลาดหุ้นต่างประเทศปรับตัวไร้ทิศทาง

แนวรับ/แนวต้าน : 1412/1440 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 50% : พอร์ตหุ้น 50%

กลยุทธ์ : ซื้อหุ้น กลุ่ม โรงกลั่น ท่องเที่ยว รับเหมา

หุ้นแนะนำ

ERW (6.2) : ตัวเลขสัดส่วนของนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาประเทศไทยทำระดับสูงสุดใหม่ใน 1Q59 ที่ 8.7% จาก 6.9% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน สวนทางกับตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนในประเทศฮ่องกงและมาเก๊าที่ลดลง ผลประกอบการ 2Q59 มีลุ้นเป็นบวกครั้งแรกในรอบหลายปี ERW เป็นหุ้นในกลุ่มโรงแรมที่ได้รับผลบวกจากนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เพิ่มขึ้นมากที่สุด อีกทั้งปีนี้มีวันหยุดยาวหลายวัน ทั้งนี้ปัจจุบันราคาหุ้นยังขึ้นมาไม่มากหากเทียบกับหุ้นในกลุ่มโรงแรม

BANPU (15.3) : คาดผลการดำเนินงานในส่วนของโรงไฟฟ้าหงสาจะดีขึ้นจาก utilization rate ในช่วง 2Q59 ที่คาดว่าจะใกล้เคียง 80% เทียบกับ utilization rate ที่ 66% ในช่วง 1Q59 นอกจากนี้ภาพรวมของ BANPU ได้ผ่านช่วงต่ำสุดไปแล้วและยังมีปัจจัยบวกต่างๆไม่ว่าจะเป็นการนำบริษัทฯลูก IPO ในช่วงปลายปี 59 และการลงทุนในธุรกิจ shale gas และ solar farm

PACE (3.70) : ภาพรวมผลการดำเนินงานคาดว่าจะพลิกจากขาดทุนมาเป็นบวกในช่วง 1-2 ปีนี้ จากการรับรู้รายได้ของโครงการมหานครและมหาสมุทร เราจึงแนะนำให้ซื้อสะสมในช่วงราคาหุ้นอ่อนตัว นอกจากนี้ในระยะยาวคาดว่าจะเห็นการขยายตัวในธุรกิจร้านกาแฟ Dean & Deluca มากขึ้นทั้งในและต่างประเทศ

CK (35.50) : คาดกำไร 2Q59 โดดเด่นอย่างมาก เนื่องจากอาจมีการรับรู้งานส่วนเพิ่มเติมในโครงการเขื่อนไซยะบุรีมูลค่ากว่า 1.4 หมื่นล้านบาท (ปกติรายได้ประมาณไตรมาสละ 9 พันล้านบาท) อีกทั้งคาดว่าจะมีงานประมูลของทางภาครัฐและเอกชนออกมาเรื่อยๆไม่ว่าจะป็นโครงการรถไฟฟ้าสายสี ส้ม เหลือง ชมพู และสุวรรณภูมิเฟส 2 นอกจากนี้ CK ได้รับผลประโยชน์จากการเป็นผู้ถือใหญ่ในบริษัทฯ BEM CKP และ TTW ซึ่งอยู่ในอุตสาหกกรมที่แข็งแกร่งและมีแนวโน้มเติบโต



ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน

ปัจจัยภายในประเทศ

+ “ประยุทธ์” ลงพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกวันนี้ ตรวจแผนลงทุน 1.5 ล้านล้านบาทในระยะเวลา 5 ปี ดันสนามบินอู่ตะเภาเป็นสนามบินนานาชาติ ขณะ “อาคม” เร่งโครงสร้างพื้นฐานรองรับ หวังปั้นเป็นพื้นที่น่าลงทุนที่สุดในอาเซียน

+ หอการค้าประเมิน เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังฟื้นตัว คาดโต 3.3% ดันทั้งปีโตในกรอบ 3.2-3.5% หลังมาตรการอัดฉีดของรัฐเริ่มส่งผล เมกะโปรเจ็กต์เดินหน้า เอกชนเพิ่มลงทุน ท่องเที่ยวโต ส่งออกผงกหัว แต่ยังต้องระวังพิษภัยแล้ง ด้าน ส.อ.ท.เผยดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ เดือน พ.ค. ดีขึ้น ส่งผลดีต่อคาดการณ์ล่วงหน้าด้วย

+ ครม.ไฟเขียว ธ.ก.ส.ทุ่ม 4.54 หมื่นล้านบาท เดินหน้า 4 โครงการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2559/60 ทางด้าน“ออมสิน” เผยผลการดำเนินงาน 5 เดือนแรกของปี มีกำไรสุทธิ 5 พันล้าน ใกล้เคียงปีก่อน แม้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มทั้งนำส่งเงินเข้ากองทุนแบงก์รัฐ และตั้งสำรองเพิ่มตามเกณฑ์ใหม่ เผย 1 ปีที่ผ่านมา ทำโครงการรัฐไปแล้วกว่า 11 โครงการ ใช้วงเงินมากกว่า 2 แสนล้าน

+ ปตท.ทบทวนแผนการลงทุนธุรกิจชีวภาพ หลังราคาน้ำมันดิบลดต่ำ เตรียมพร้อมเดินเครื่องโรงงานผลิตพลาสติกพีบีเอสแห่งแรกของโลกช่วงครึ่งปีหลัง รับต้นทุนพลาสติกชีวภาพสูงกว่าปกติ 3-5 เท่าตัว

ปัจจัยต่างประเทศ

+ ตลาดหุ้นสหรัฐปิดบวกในวันอังคาร นำโดยการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หลังนางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แสดงความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจสหรัฐและปฏิเสธความเสี่ยงของการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ขณะที่ตลาดมีความวิตกลดลงเกี่ยวกับการลงประชามติของอังกฤษเรื่องการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ในวันพฤหัสบดีนี้ ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดบวก 24.86 จุดหรือ 0.14% สู่ 17,829.73 และดัชนี Nasdaq ปิดปรับตัวขึ้น 6.55 จุดหรือ 0.14% สู่ 4,843.76

+ ดัชนีนิกเกอิที่ตลาดหุ้นโตเกียวปิดพุ่งขึ้นท่ามกลางภาวะซื้อขายผันผวน ขณะที่เยนที่อ่อนค่าลงช่วยหนุนความเชื่อมั่น แต่ภาวะซื้อขายเบาบาง เนื่องจากนักลงทุนยังคงระมัดระวังท่ามกลางความหวังว่า อังกฤษจะอยู่ในสหภาพยุโรปต่อไปในการลงประชามติสัปดาห์นี้ ทั้งนี้ ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดพุ่งขึ้น 203.81 จุด หรือ 1.28% มาที่ 16,169.11 หลังจากเคลื่อนตัวระหว่างแดนบวกและลบ

+ ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX ปิดตลาดดิ่งลงในวันอังคาร โดยได้รับแรงกดดันจากคำสั่งเทขายทำกำไร หลังจากราคาเพิ่งพุ่งขึ้นสองวันติดต่อกัน อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันดิบทะยานขึ้นหลังจากตลาดปิดทำการ โดยได้รับแรงหนุนจากตัวเลขสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐที่ดิ่งลงอย่างรุนแรงเกินคาด ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบส่งมอบเดือน ก.ค.ดิ่งลง 52 เซนต์ หรือ 1 % มาปิดตลาดที่ 48.85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 48.16-49.32 ดอลลาร์ โดยสัญญาเดือน ก.ค.ครบกำหนดส่งมอบในช่วงปิดตลาดวันอังคาร