"วิษณุ" ถกหาทางออก ผู้ประกอบการ "ทีวีดิจิตอล" อ้างกสทช. ทำให้การดำเนินธุรกิจไม่คุ้มทุน
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานประชุมหารือเรื่องปัญหาการของเรียนของเอกชนผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล โดยมีตัวแทนจาก กสทช. รวมและตัวแทนสถานีโทรทัศน์ดิจิทัล ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม
นายวิษณุ ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมว่า ตนเป็นตัวแทนรัฐบาลมารับฟังปัญหาของทางบริษัทเอกชนที่ประมูลโทรทัศน์ดิจิทัล 15 ราย ที่ประสบปัญหาและยื่นเรื่องร้องเรียนมาถึงนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. สืบเนื่องจากกรณีภาคเอกชนซึ่งประมูลใบอนุญาติประกอบการทีวีดิจิทัล เมื่อเดือนธ.ค.56 ที่อ้างว่า ประสบปัญหา เนื่องจากภาครัฐมีส่วนทำให้การดำเนินธุรกิจเกิดความติดขัด ซึ่งส่วนใหญ่ระบุปัญหาที่คล้ายกัน และเท่าที่ฟังเขาระบุว่า ภาครัฐมีหน้าที่ต้องทำอะไรบางอย่างแต่กลับไม่ได้ทำ อุปมาคล้ายกับบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่เวลาจะสร้างอะไรรัฐต้องส่งพื้นที่ให้ แต่เมื่อรัฐส่งพื้นที่ให้ไม่ได้เขาก็ไปสร้างอะไรไม่ได้ เป็นต้น
"เราจึงต้องรับฟังว่า ปัญหาคืออะไรและต้องการให้แก้ไขอย่างไร และจะต้องพิจารณาเรื่องที่เขาแจ้งความต้องการอย่างละเอียดว่าฟังขึ้นหรือไม่ เพราะหากรัฐจะช่วยเหลือต้องมีคำตอบที่อธิบายสังคมได้ว่า การช่วยเหลือไม่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนจนเกินสมควร และมีความไม่เป็นธรรมหรือไม่ ทั้งนี้ตนจะรวบรวมรายละเอียดเพื่อรายงานให้นายกรัฐมนตรี และคสช.ได้รับทราบต่อไป และจะหารือกันในวงเล็กกับผู้ที่เกี่ยวข้องโดยจะต้องรับฟังข้อมูลจากกสทช. ด้วยและหากมีความคืบหน้าจะแจ้งให้เอกชนทราบต่อไป" นายวิษณุกล่าว
นายวิษณุ กล่าวว่า ปัญหาส่วนใหญ่ที่พบคือ เขาระบุคือรัฐไม่ได้ปฏิบัติส่วนที่รัฐต้องทำให้ครบถ้วน แต่ยังไม่ขอลงรายละเอียด เพราะบางเรื่องมีการฟ้องร้องคดีโดยมี กสทช.เป็นจำเลยอยู่ในศาลปกครองขณะนี้ จำนวน 11 คดี เรียกค่าเสียกว่า หมื่นล้านบาท ส่วนเรื่องของปัญหารายได้ของสถานีถือเป็นปัญหาหนึ่งที่มีการพูดคุย แต่เราคิดไปไกลกว่านั้นว่า ส่วนที่กระทบกับรายได้ของเอกชนก็เป็นความเสี่ยงของเขาที่เข้ามาบริหาร แต่กำลังดูว่ามีผลกระทบต่อส่วนรวมหรือไม่ และเท่าที่ฟังก็พบว่ามีบ้างจึงต้องขอเวลาไปตรวจสอบดูก่อนว่าจริงหรือไม่ ซึ่งต้องรับฟังข้อมูลจากกสทช.ด้วย หากรับฟังแล้วได้ข้อสรุปจึงจะระบุได้ว่าสุดท้ายจะใช้ทางใด ในการแก้ปัญหาหรือจะไม่ทำอะไรเลย อย่างไรก็ตามทางกสทช.ชี้แจงว่าจะคลี่คลายปัญหาในส่วนที่รับผิดชอบแล้วแต่ติดขัดเพียงข้อกฎหมายก็ไปต่อไม่ได้ แต่อย่าเพิ่งไปพูดลึกถึงขนาดว่าจะต้องใช้กฎหมายพิเศษอะไร
ผู้สื่อข่าวถามว่า ปัญหาหลักของทีวีดิจิทัลที่เห็นได้ชัดเจนมีเรื่องใดบ้าง นายวิษณุ กล่าวว่า มีข้อเดียวตรงกันทั้งหมด 15 ราย คือ ประกอบกิจการแล้วไม่สามารถทำให้คุ้มทุน หรือมีการโฆษณาได้ตามที่คิดไว้ เพราะรัฐเป็นฝ่ายที่ไม่ปฏิบัติตามสิ่งที่รัฐได้สัญญาไว้ คล้ายกับว่า รัฐไม่ได้ส่งของตามที่สัญญาทางเอกชนจึงไม่สามารถนำของนั้น ทำให้เกิดรายได้ ทั้งนี้จะมีการเชิญพูดคุยกันอีกหลายรอบกับผู้ที่เกี่ยวข้องซึ่งรัฐบาลไม่ใช่ผู้ที่เกี่ยวข้อง แต่เดิมที กสทช.จะช่วยแต่ติดกฎหมาย จึงโยนมาที่รัฐบาลว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง หากจะต้องแก้กฎหมายรัฐยินดีถ้าเป็นประโยชน์ ถ้าไม่เป็นประโยชน์ก็ไม่ทำ
เมื่อถามว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะ กสทช.ไม่มีการเตรียมการให้พร้อมก่อนประมูลตั้งแต่แรกหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า "ไม่รู้ เมื่อพูดเรื่องข้อกฎหมายขึ้นมา ทางกสทช.ได้อธิบายว่ารัฐได้แก้ปัญหาแล้ว ไม่ใช่ไม่ทำ จึงเถียงกันอยู่อย่างนี้และเป็นคดีอยู่ในศาลปกครอง เรื่องนี้มีการประมูลทั้งหมด 24 ช่องสัญญาณ มีบริษัทประมูล 20 บริษัท เป็นมูลค่ารวมกันทั้งหมด 54,000 ล้านบาท และจ่ายเงินกันไปแล้ว 3 งวด เป็นเงินประมาณ 25,000 ล้านบาท และที่มีปัญหาคือส่วนที่เหลืออีก 3 งวด คือในปี 60-62 เป็นเงินกว่า 25,000 ล้านบาท มีอายุสัมปทาน 15 ปี







