นายกสมาคมค้าทองคำ ระบุ หากอังกฤษตัดสินใจออกจากการเป็นสมาชิกอียู ราคาทองปรับขึ้นต่อ เชื่อทั้งปีนี้ไม่เกิน 23,000 บาท
นายจิตติ ตั้งสิทธิภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยถึงทิศทางราคาทองคำว่า ขณะนี้มี 2 ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อราคาทองคำในตลาดโลกมีความผันผวน คือ ผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) เมื่อวันที่ 16-17 มิ.ย.ที่ผ่านมามีมติคงอัตราดอกเบี้ย 0-0.25% และจะมีการประชุมอีกครั้งในเดือน ก.ย.นี้ โดยคาดว่าจะไม่มีการปรับอัตราดอกเบี้ย ส่วนอีกปัจจัย คือ ผลการลงประชามติว่าอังกฤษจะออกจากสหภาพยุโรป(อียู) หรือไม่ ในวันที่ 23 มิ.ย.นี้ ซึ่งเป็นปัจจัยที่สมาคมฯและนักลงทุนติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด
โดยประเมินว่า หากผลการลงประชามติของอังกฤษในวันที่ 23 มิ.ย.นี้ อังกฤษตัดสินใจแยกตัวออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป จะส่งผลทำให้ราคาทองคำผันผวน และมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ ไปทดสอบแนวต้านที่ระดับ 1,300-1,350 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หรือประมาณ 22,000 บาทต่อบาททองคำเทียบกับค่าเงินบาท ในปัจจุบันที่ประมาณ 35.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แต่คงไม่ขึ้นไปแตะระดับ 23,000 บาทต่อบาททองคำ และคงเป็นการปรับเพิ่มขึ้นระยะสั้นเท่านั้น เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา ถือว่าราคาทองขณะนี้ปรับขึ้นมาค่อนข้างมากประมาณ 200 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ หรือประมาณ 3,000 บาทต่อบาททองคำ หรือเพิ่มขึ้น 10%
"ราคาทองปีนี้สูงสุดอยู่ที่ 1,310 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สูงขึ้นมาพอสมควร เมื่อเทียบกับปีก่อนขึ้นมา 200 ดอลลาร์ ถือว่าขึ้นมาเยอะแล้ว เพราะตอนที่ราคาทองคำตลาดโลกลงไปต่ำกว่า 1,200 ดอลลาร์สหรัฐ เหมืองทองต่างๆก็หยุดการผลิต พอราคาขึ้นมาแตะ 1,200-1,300ดอลลาร์สหรัฐ เริ่มมีกำไร ก็กลับมาผลิต แต่เศรษฐกิจโลกไม่ดีนัก ราคาคงไม่น่าปรับขึ้นไปได้เยอะ ถ้าราคาจะขยับขึ้นสูงต้องมีเหตุการณ์ที่สำคัญ”
นายจิตติ มองว่า หากผลการลงประชามติออกมาว่า อังกฤษตัดสินใจเป็นสมาชิกของอียูต่อไป จะส่งผลให้ราคาทองคำปรับลดลงแต่คงไม่ต่ำกว่า 1,275 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ โดยส่วนตัวเชื่อว่า อังกฤษจะไม่ออกจากการเป็นสมาชิกอียู เพราะไม่ต้องการให้ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจโลกในขณะนี้
ทั้งนี้ แนะนำให้นักลงทุน ลงทุนทองคำในระยะสั้นเท่านั้น โดยกรอบราคาทองคำปีนี้จะผันผวนอยู่ที่ 1,275-1,350 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์









