การปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดที่เป็น Long Story ก็น่าจะใกล้จบในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้
- ทาง DBSV คาดการณ์ว่าจะได้เห็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐในช่วง 2H59 โดยใน Base Case ให้ไว้ว่าจะปรับขึ้น 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% (ปัจจุบัน Fed Fund Rate อยู่ที่ 0.50%) ปัจจัยที่ทำให้เราเชื่อว่าสหรัฐจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ คือ ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อของสหรัฐ ได้ขยับขึ้นมาต่อเนื่องและเข้าใกล้เป้าหมายระยะยาวที่ 2% แล้ว (รายงานล่าสุดของเดือนเม.ย.2559 อยู่ที่ 1.6%) ซึ่งอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวน่าจะเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เฟดเริ่มขยับตัว เพราะการทำ Policy Normalisation ต้องดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป สำหรับตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนพ.ค.2559 ที่ออกมาต่ำกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ ก็มีความเป็นไปได้ว่าในเดือนมิ.ย.2559 จะกลับมาเพิ่มขึ้น ซึ่งโดยปกติแล้วตัวเลขภาคแรงงานก็มักจะผันผวนอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ประเด็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดไม่น่าจะเป็นเรื่อง Surprise เพราะคณะกรรมการ FOMC รวมถึงประธานเฟดชุดนี้มักจะส่งสัญญาณออกมาก่อน
ปัจจัยหลักที่กังวล คือ เรื่องเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้า - อัตราดอกเบี้ยหลายประเทศอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการและบางประเทศติดลบ แต่ทางเลือกที่จะใช้กระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลแต่ละประเทศเหลือไม่มากนัก การใช้นโยบายการคลังก็ถูกจำกัดด้วยวินัยทางการเงิน ขณะที่การใช้นโยบายการเงินเพิ่มเติมก็ไม่เกิดประสิทธิผลมากนัก (ยูโรโซนและญี่ปุ่นออก QE แต่เศรษฐกิจก็ยังซบเซา) ประมาณว่ากระสุนเริ่มด้านขึ้น ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอุปสงค์ในตลาดโลกถูกกระทบจากการขยายตัวประชากรโลกที่น้อยมาก (DBS Bank ระบุไว้ว่าเติบโตเพียง 0.2% ต่อปี และประชากรวัยทำงานก็หดตัวลงราว 1% ในทุกๆ ปี)
ประเด็นเรื่อง Brexit รบกวนตลาดในช่วงสั้น - โดยหากผลประชามติ 23 มิ.ย.2559 ออกมาว่าประชาชนอังกฤษมีมติถอนตัวออกจาก EU คาดว่าตลาดเงินและตลาดทุนจะวุ่นวายพอสมควร แม้ว่าได้ปรับพอร์ตการลงทุนไปบ้างแล้วใน 2 สัปดาห์ก่อน แต่ถ้าผลออกมาในทางตรงกันข้าม ค่าเงินปอนด์และยูโรน่าจะแข็งขึ้นเร็ว และตลาดหุ้นก็มีโอกาสเด้งกลับได้ ซึ่งตลาดตอบรับความคาดหมายในเชิงนี้ไปบ้างแล้วในช่วงต้นสัปดาห์นี้
ประเมิน SET Index เป้าหมาย 12 เดือนไว้ที่ 1480 จุด - เราประเมินเป้าหมาย SET เทียบเท่ากับ P/E 16.4 เท่า (Median+1SD) ทั้งนี้เราคาดการณ์อัตราการเติบโตของกำไรตลาดหุ้นไทย (รวมทุกกลุ่มอุตสาหกรรม) ปี 2559 ไว้ที่ 32% แต่ถ้าไม่รวมกลุ่มโภคภัณฑ์และขนส่งซึ่งมีฐานกำไรต่ำในปีก่อนก็จะขยายตัวเพียง 3% ซึ่งสอดคล้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจไทย
กลยุทธ์ : หาผลตอบแทนยามดอกเบี้ยต่ำ & ลดความเสี่ยงของพอร์ตจากหุ้นปันผล - จากการที่อัตราผลตอบแทนในตลาดเงินอยู่ในระดับต่ำมาก และคาดว่าจะทรงตัวต่ำไปอีกหลายไตรมาสเพราะเศรษฐกิจไทยยังซบเซาและไม่มีสัญญาณว่าจะฟื้นตัวรวดเร็ว อัตราเงินเฟ้อก็ยังต่ำ ขณะที่ปัจจัยภายนอกมีความผันผวนและไม่แน่นอน เราจึงแนะนำให้หาโอกาสลงทุนในหุ้นที่มีธุรกิจมั่นคง มีโอกาสเติบโตได้ในระยะยาว ฐานะการเงินแข็งแรง และจ่ายปันผลดี & สม่ำเสมอ ซึ่งหุ้นใน DBSV Coverage ที่น่าสนใจลงทุนเมื่ออิงกับธีมการลงทุนนี้เป็น ADVANC, BBL, BCP, DIF, JASIF, LH, PTTGC, RATCH, SC และ TCAP








