วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

บล.กสิกรไทย เพิ่มเป้าหุ้นไทยปีนี้ที่ 1,500 จุด

"บล.กสิกรไทย" ปรับเพิ่มเป้าดัชนีตลาดหุ้นไทยสิ้นปีนี้เป็น 1,500 จุด จากเดิมที่ระดับ 1,470 จุด มองแนวโน้มเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวดีกว่าคาด

นายกวี ชูกิจเกษม รองกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า บริษัทได้ปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนีหุ้นไทย (SET) สิ้นปี 59 เป็นระดับ 1,500 จุด จากเดิมที่ประเมินไว้ที่ระดับ 1,470 จุด หลังมองตลาดหุ้นได้รับปัจจัยบวกจากภาวะเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มการฟื้นตัวดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยจะเห็นจากตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในไตรมาส 1/59 ที่เติบโต 3.2% ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 2.8% และแนวโน้มในช่วงไตรมาสต่อไปก็ยังมีทิศทางที่ดีต่อเนื่อง ทั้งนี้ การที่เศรษฐกิจไทยเติบโตดีกว่าคาดตั้งแต่ไตรมาส 1/59 ส่งผลให้แนวโน้มของกำไรสุทธิ/หุ้น (EPS) ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 93 บาท/หุ้น จากเดิมคาดที่ 87 บาท/หุ้น

สำหรับกลุ่มธุรกิจที่ผลประกอบการมีแนวโน้มที่ดีและจะช่วยผลักดันกำไรของ บจ.เพิ่มขึ้น และช่วยหนุนดัชนีตลาดหุ้นไทย ได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่กำไรของกลุ่มธนาคารยังเป็นไปตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ซึ่งแนวโน้มสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของธนาคารมีแนวโน้มชะลอตัว ทำให้ธนาคารพาณิชย์อาจตั้งสำรองลดลง ส่งผลให้กำไรดีขึ้น อีกทั้งภาวะเศรษฐกิจไทยที่ดีขึ้นส่งผลให้สินเชื่อของธนาคารขยายตัวได้มากขึ้นด้วย

นอกจากนี้ ผลประกอบการของกลุ่มธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ก็มีทิศทางที่ดีขึ้น หลังยอดขายจากสาขาเดิม (SSSG) พลิกกลับมาเป็นบวก ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มดีขึ้น ส่วนกลุ่มที่นักวิเคราะห์ปรับแนวโน้มที่ดีมากขึ้น คือ กลุ่มพลังงาน ที่ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ส่วนต่าง (สเปรด) ราคาขายน้ำมันกับต้นทุนดีขึ้น ทำให้บริษัทพลังงานหลาย ๆ แห่งมีกำไรเพิ่มมากขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้

ส่วนปัจจัยที่กดดันตลาดหุ้นไทยนั้นส่วนใหญ่เป็นปัจจัยภายในประเทศ เช่น การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งหากผลออกมาไม่รับร่างรัฐธรรมนูญก็จะทำให้การเลือกตั้งเลื่อนออกไปอีก และส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวลงในระยะสั้นได้ แต่หากผลประชามติออกมารับร่างรัฐธรรมนูญ จะเป็นสัญญาณที่ดีที่ทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นว่าจะเกิดการเลือกตั้งภายในปี 60 และทำให้ตลาดหุ้นไทยกลับมาเป็นบวกได้

นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงเรื่องการเปิดประมูลโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาลซึ่งอาจเกิดความล่าช้า ส่งผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ไม่มากนัก อีกทั้งความไม่แน่นอนของปัญหาภัยแล้ง ที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นด้านรายได้ของเกษตรกร และภาคการส่งออกที่มีแนวโน้มติดลบมากขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มการชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง

สำหรับปัจจัยกดดันจากต่างประเทศที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ส่วนการลงประชามติว่าสหราชอาณาจักร (อังกฤษ) จะออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) หรือไม่ในวันที่ 23 มิ.ย.59 เป็นปัจจัยที่กดดันในระยะสั้นเพียง 1 เดือนเท่านั้น เนื่องจากอังกฤษแม้ว่าจะเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก แต่ไม่ได้มีการติดต่อค้าขายกับตลาดในภูมิภาคเอเชีย และสหรัฐฯ ทำให้ไม่มีผลต่อเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ

แต่จะมีผลต่อตลาดเงินและตลาดทุนอย่างมากไนระยะสั้น หากผลประชามติออกมาให้อังกฤษออกจากการเป็นสมาชิก EU ซึ่งอังกฤษเป็นศูนย์กลางตลาดเงินของโลก ซึ่งจะส่งผลให้นักลงขายทำกำไรในตลาดหุ้นออกมา และมองหาการลงทุนในสินทรัพย์มั่นคงหรือการถือเงินสดไว้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวน ดังนั้น ตลาดหุ้นไทยในช่วงระยะเวลา 1 เดือนอาจจะมีการย่อตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 1,400 จุด จากปัจจุบันที่เคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 1,450-1,470 จุด

ทั้งนี้ บล.กสิกรไทยแนะนำให้นักลงทุนเลือกลงทุนไนหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคในประเทศที่ได้รับผลบวกจากภาวะเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวดีขึ้น อย่างเช่น SCB, CPF, CPALL, HMPRO, SCC เป็นต้น อีกทั้งกลุ่มพลังงานเป็นอีกกลุ่มที่น่าสนใจลงทุน เนื่องจากราคาพลังงานได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว โดยหุ้นพลังงานที่แนะนำ คือ PTT ส่วนหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างที่ได้รับอานิสงส์จากการลงทุนโครงการของภาครัฐ ได้แก่ CK นอกจากนี้ยังมีหุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่แนวโน้มความต้องการที่อยู่อาศัยยังมีอยู่มาก ประกอบกับในช่วงครึ่งปีหลังจะมีการเปิดตัวโครงการมากขึ้น โดยแนะนำ SPALI

ส่วนหุ้นที่ บล.กสิกรไทยแนะนำให้หลีกเลี่ยง ได้แก่ หุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับทีวีดิจิตอลบางตัว อย่างเช่น BEC และ MCOT และกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม อีกทั้งยังแนะนำให้ลดน้ำหนักการลงทุนไนหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลและโรงแรม เนื่องจากราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นไปมากจนแพงแล้ว