ตลาดหลักทรัพย์ เผยมูลค่าระดมทุน 5 เดือนแรกอยู่ที่ 25,034 ล้านบาท ลดลง 83.9% พร้อมคงเป้ามาร์เก็ตแคปไอพีโอปีนี้ที่ 250,000-270,000 ล้านบาท
นายภากร ปีตธวัชชัย รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ยอมรับว่า มีความกังวลเรื่องมูลค่าการระดมทุนจากหุ้นไอพีโอ และการระดมทุนของบริษัทจดทะเบียนช่วงตั้งแต่ต้นปีถึงเดือน พ.ค. อยู่ในระดับต่ำเพียง 25,034 ล้านบาท เท่านั้น ลดลง 83.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีมูลค่าการระดมทุนสูงถึง 155,687 ล้านบาท เนื่องจากจำนวนหุ้นไอพีโอเข้าใหม่มีเพียง 5 บริษัท และกองทุนเพียง 1 กองเท่านั้น จากภาวะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้หลายบริษัทอาจยังไม่ตัดสินใจเรื่องการลงทุนเพิ่มเติม
ทั้งนี้ ตลท.ยังคงเป้าหมายมาร์เก็ตแคปหุ้นไอพีโอปีนี้อยู่ที่ 250,000-270,000 ล้านบาท และมูลค่าการระดมทุนรวมทั้งตลาดแรกและตลาดรองที่ 250,000 ล้านบาท ซึ่งคาดหวังภาวะตลาดหุ้นที่เริ่มฟื้นตัวจะช่วยผลักดันบรรยากาศการลงทุนช่วงครึ่งปีหลัง รวมถึงมีหุ้นไอพีโอที่น่าสนใจเตรียมจะเข้าจดทะเบียนด้วย
สำหรับกระแสเงินทุนต่างชาติเชื่อมั่นว่าจะไหลเข้าลงทุนหุ้นไทยต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ต้นปีถึงเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 17,052 ล้านบาท และปัจจุบันสัดส่วนการถือครองของนักลงทุนต่างชาติยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 31% ซึ่งหากเทียบกับในอดีตเฉลี่ยอยู่ที่ 33-37% ดังนั้นส่วนตัวมองว่ากระแสเงินทุนต่างชาติที่เข้าซื้อหุ้นไทยในขณะนี้ยังไม่ใช่การเข้าซื้อที่แท้จริง แต่เป็นเพียงการเข้าซื้อเพื่อประคองสัดส่วนการถือครองเท่านั้น ซึ่งในระยะต่อไปผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไทยที่มีแนวโน้มการเติบโตดี และการบริโภคภายในประเทศที่เริ่มฟื้นตัวจะช่วยสนับสนุนให้ต่างชาติเข้าซื้อสุทธิมากขึ้นอย่างเด่นชัด
นอกจากนี้สัดส่วนการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติกว่า 60-70% เน้นลงทุนหุ้นที่อยู่ในดัชนี MSCI Standard Index ซึ่งปัจจุบันมีหุ้นไทยอยู่ใน MSCI Standard Index ทั้งหมด 32 บริษัท และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สำหรับมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของนักลงทุนในเดือน พ.ค. พบว่า นักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นไทยเพิ่มขึ้นจาก 22.20% เป็น 25.94% สะท้อนความน่าสนใจจอบตลาดหุ้นไทยที่เพิ่มมากขึ้น ส่วนนักลงทุนรายย่อยมีสัดส่วนการซื้อขายที่ลดลงจาก 59% เหลือเพียง 53% อย่างไรก็ตามในระยะต่อไปบริษัทพยายามจะปรับสัดส่วนนักลงทุนให้มีความสมดุลมากขึ้น โดยคาดหวังจะให้มีนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศที่สัดส่วน 50% และนักลงทุนรายย่อย 50%









