วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ประชารัฐกระตุ้นจีดีพีโต2เท่าชงลงทุนท่องเที่ยว‘เนรมิตอยุธยา’

การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประชารัฐของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ภายใต้การทำงานร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน

ในส่วนคณะทำงานด้านการสร้างรายได้และกระตุ้นการใช้จ่ายของประเทศ ที่มี นายทศ จิราธิวัฒน์  ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด ทุนค้าปลีกไทยรายใหญ่ของไทย  เป็นหัวหน้าคณะทำงาน กล่าวถึงแนวทางกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายและสร้างรายได้ ผลักดันผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เพิ่ม 2 เท่า เพื่อก้าวข้ามวังวันกับดักรายได้ปานกลาง  

ประกอบด้วยโครงการหลัก 3 ด้าน ได้แก่ 1.ส่งเสริมการท่องเที่ยว มุ่ง “เนรมิตอยุธยา” 2.ส่งเสริมการเกษตรและชุมชน มุ่ง “พัฒนาผลิตภัณฑ์ภูมิภาค” และ 3.ส่งเสริมธุรกิจการค้า CLMMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา มาเลเซีย เวียดนาม) มุ่ง “พัฒนาแม่สอดศูนย์กลางการค้า”   

การวางกรอบพัฒนา 3 ด้านหลักมาจากแนวโน้มการเติบโตและฐานรายได้ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยมีเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของประเทศ คิดเป็นสัดส่วน 15% ขณะที่ภาคการค้าปลีก มีสัดส่วนประมาณ 15% ภาคการเกษตร 10% รวม 45% ที่เหลือ 55% เป็นอุตสาหกรรมบริการอื่นๆ รวมทั้งการส่งออก

“คำถาม คือ ประเทศไทย จะเติบโตอย่างไรในอนาคต ซึ่งช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยขยายตัวในอัตราเฉลี่ย 3% ต่อปี ถือว่าต่ำมาก”

หากพิจารณารายได้ต่อหัวของประชากรของไทยปัจจุบันเฉลี่ย 5,900 ดอลลาร์ ซึ่งค่อนข้างชะงักอยู่ในระดับนี้ เทียบเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย เฉลี่ย 12,000 ดอลลาร์ เกาหลี 15,000-17,000 ดอลลาร์ ขณะที่เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ตัวเลขไล่สูงขึ้นเรื่อยๆ จาก 1,000 เป็น 2,000 และ 3,000 ดอลลาร์

“หากเศรษฐกิจไทยเติบโต 3% ต่อปี กว่าจะก้าวสู่ความมั่งคั่งระดับ 10,000 ดอลลาร์ ต้องใช้เวลาถึง 20 ปี หรือหากเติบโตดับเบิลในอัตรา 6% ต่อปี จะใช้เวลา 10 ปี ฉะนั้นอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจมีความหมายมากว่าไทยจะใช้เวลาแค่ไหนในการก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง”

ดังนั้นจึงเป็นที่มาของการกลับมาพิจารณาแนวทางสร้างการเติบโตในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ค้าปลีก และภาคเกษตร จะสร้างตัวเลขเศรษฐกิจในระดับ 6-7% ได้อย่างไร

ยึด‘ฝรั่งเศส’โมเดลลงทุน-จัดการท่องเที่ยว

นายทศ กล่าวต่อว่า ไทยเป็นท็อปของโลกทางด้านการท่องเที่ยว โดยล่าสุดกรุงเทพฯ เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับ 1 ของโลกแซง “ลอนดอน”   ปัจจุบันไทยมีนักท่องเที่ยวมาเยือน 29 ล้านคนต่อปี  หากจะเติบโตต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ และผลักดันปริมาณนักท่องเที่ยวต้องขยับไปถึง 50-60 ล้านคนเหมือนประเทศฝรั่งเศส คือ โจทย์สำคัญที่ต้องเริ่มวางแนวทางบริหารจัดการอย่างจริงจัง

ประเทศไทยมีศักยภาพที่ดีรอบด้าน “ทุกอย่างที่มี ดีด้วยตัวเอง” ทั้งแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ทะเล หาดทราย คนไทย อาหารไทย ประเพณีไทย แต่สิ่งที่ขาด คือ ไทยไม่ได้ Take Action ในการลงทุน

คณะทำงานฯ ได้เสนอ “การลงทุนทางด้านท่องเที่ยวของภาครัฐเพื่อหารายได้เข้าประเทศ” ทั้งด้านโครงสร้างคมนาคมพื้นฐาน รถไฟฟ้า สนามบิน สร้างถนน ฯลฯ สิ่งเหล่านี้คือการลงทุนขั้นพื้นฐานรองรับการเชื่อมต่อในการสร้างรายได้

“อดีตเราทำการตลาดด้านการท่องเที่ยวอย่างมากก็จริง แต่ขาดการลงทุนซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนรายได้ให้เติบโต”

การลงทุนในที่นี้หมายถึง “รัฐต้องมีการลงทุนด้านสถานที่ท่องเที่ยว” ยกตัวอย่างประเทศฝรั่งเศส ที่มี 10 สถานที่ที่ต้องไปเยือนล้วนเป็นสถานที่ที่คนสร้างขึ้นทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น หอไอเฟล พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ โบสถ์นอทเทอร์ดัม ประตูชัยนโปเลียน มงมาร์ทร์ ถนนฌองเซลิเซ่ ฯลฯ โดยประเทศฝรั่งเศส ถือเป็นโมเดลที่ดีในการพัฒนาและวางระบบบริหารจัดการอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

“ไทยมีทรัพย์สมบัติมากมายมหาศาลแต่ทิ้งไว้ไม่ดูแลและลงทุน ซึ่งอยุธยา คือ ตัวอย่างที่ดีที่สุดที่จะนำมาพัฒนาโครงการนำร่อง และเป็นโมเดลต้นแบบของการปรับปรุงเมืองเพื่ออนาคตอื่นๆ ทั้งภูเก็ต เชียงใหม่ สุโขทัย หัวหิน พัทยา

ปั้น“อยุธยา”เทียบ“เกียวโต”

สำหรับภารกิจ “เนรมิตอยุธยา” ภายใต้เป้าหมายแปลงโฉมอยุธยาให้เป็น 1 ใน 10 เมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดของโลก หรือ “เกียวโตแห่งประเทศไทย” ประเมินว่าต้องใช้เม็ดเงินลงทุน 6,000-9,000 ล้านบาท  พัฒนา 12 ด้าน ประกอบด้วย บูรณะโบราณสถาน การใช้แสงสี ต้นไม้ร่วมรื่น ขี่จักรยานรอบเมือง การสัญจรทางน้ำ รถรางไฟฟ้า โซนนิ่ง จุดแวะพัก การแสดงหรือเทศกาลประจำปี ความปลอดภัย พิพิธภัณฑ์ และการคมนาคม โดยเฉพาะ 4 เรื่องแรกจำเป็นต้องเร่งดำเนินการ

“อยุธยา คือ เอกลักษณ์ของประเทศไทยทั้งในแง่ประเพณี วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม ทำแล้วเป็นหน้าตาของประเทศไทยที่สะท้อนประวัติศาสตร์และศิวิไลซ์เซชั่นในอดีตที่เจริญมาก หากทำได้ทุกอย่างจะตามมาหมดโดยเฉพาะภาพลักษณ์ประเทศไทย”

ปัจจุบันนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติเยือนอยุธยา ราว 6.7 ล้านคน มีโอกาสเพิ่มเป็น 18 ล้านคนใน 10 ปีข้างหน้า จะทำให้รายได้จาก 13,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 1 แสนล้านบาท ส่งผลยอดการใช้จ่ายในกรุงเทพฯ และเศรษฐกิจของประเทศสะพัดเพิ่มขึ้นกว่า 40,000 ล้านบาท หรือกว่า 1.4 แสนล้านบาท

คณะทำงานฯ ได้นำแนวทางดังกล่าวเสนอรัฐบาลไปเรียบร้อยแล้ว คาดเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใน 2 สัปดาห์นี้

ระดมทุนหนุน 1 จังหวัด 1 โปรดักท์

นายทศ กล่าวต่อถึงภารกิจพัฒนาผลิตภัณฑ์ภูมิภาคว่า วางกรอบการทำงานมุ่งพัฒนาสินค้าให้เป็นเอกลักษณ์ประจำจังหวัด หรือ 1 จังหวัด 1 โปรดักท์ ในช่วงเริ่มต้นก่อนต่อยอดลงสู่ระดับ 1 ผลิตภัณฑ์ 1 ตำบล

ทั้งนี้ปัญาหาหลักของสินค้าท้องถิ่นที่ต้องการได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐหรือเอกชนรายใหญ่ คือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ โนว์ฮาว แหล่งเงินทุน ระบบการบริหารจัดการ การขนส่ง การขายและการตลาด ซึ่งขณะนี้กลุ่มเซ็นทรัลได้เริ่มโครงการนำร่องโดยจังหวัดที่มีเครือข่ายสาขาธุรกิจของกลุ่มเซ็นทรัลได้ส่งพนักงานอาสาสมัครจังหวัดละ 5 คน ทำงานร่วมกับท้องถิ่นว่ามีความต้องการและขจัดอุปสรรคอย่างไร เพื่อประมวลผลและวางแนวทางพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เบื้องต้น คาดต้องใช้งบประมาณ 150-200 ล้านบาท ในการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาสินค้าในระดับพื้นฐาน  ซึ่งอาจใช้วิธีการระดมทุนจากภาคเอกชนสำหรับกระจายการสนับสนุน

ปั้นแม่สอดฮับค้าปลีกค้าส่ง“เมียนมา”

สำหรับการค้าแนวชายแดนมีโอกาสและการเติบโตในทุกตลาด โดยคณะทำงานฯ ได้เลือก “แม่สอด” เป็นโครงการนำร่องในการสร้างโมเดลหรือต้นแบบ เพราะเป็นตลาดขนาดใหญ่รองรับกำลังซื้อประเทศเมียนมาโดยตรง

“สินค้าไทยทั้งหมดจะเข้าสู่เมียนมาต้องผ่านแม่สอด ซึ่งใกล้ที่สุดในการเข้าสู่ย่างกุ้ง นับเป็นฮับค้าปลีกค้าส่งของเมียนมา ที่ไทยสามารถยกระดับเป็นโฮลเซลเซ็นเตอร์หรือเทรดเซ็นเตอร์รองรับพม่าทั้งประเทศได้ทันที”

อย่างไรก็ตาม รัฐต้องพิจารณามาตรการส่งเสริมทั้งระยะสั้นและระยะยาวเอื้อประโยชน์ต่อการผ่านแดนทั้งขาเข้าและขาออก ระบบคมนาคมและโลจิสติกส์ กฎระเบียบการค้าและภาษี โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ รวมทั้งการลงทุนสร้างศูนย์ค้าปลีกค้าส่ง

ล่าสุดกรมธนารักษ์ มีแผนจะให้เอกชนเข้าเสนอโครงการเพื่อสัมปทานพื้นที่กว่า 1,100 ไร่ ในราคาที่ต่ำกว่าราคาประเมินเพื่อการลงทุน