วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

แฉสัญญาสัมปทาน ทอท. -คิงเพาเวอร์ ส่อผิดกฎหมายฮั้ว

อนุฯ ปราบทุจริต สปท. แฉสัญญาสัมปทานพื้นที่เชิงพาณิชย์ ทอท. -คิงเพาเวอร์ สุวรรณภูมิ ส่อผิดกฎหมายฮั้ว ทำรัฐเสียผลประโยชน์ นับหมื่นล้านบาท

นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ รองประธานอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษา เสนอแนะมาตรการและกลไกในการปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ คนที่สอง ในกมธ.วิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ ในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) แถลงผลการตรวจสอบข้อร้องเรียนกรณีที่มีผู้ร้องให้ตรวจสอบการให้สัมปทานพื้นที่เชิงพาณิชย์ในสนามบินระหว่างบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. กับบริษัทคิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ว่า จากการตรวจสอบสัญญาโครงการบริหารจัดการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ ณ อาคารผู้โดยสาร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พบว่าการทำสัญญาระหว่าง ทอท. และ บริษัท คิงเพาเวอร์ สุวรรณภูมินั้นเข้าข่ายผิดพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 พ.ร.บ.ฮั้ว), ผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ในหลายกรณี คือ บริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด ไม่ได้เป็นผู้ยื่นซองและไม่ได้เข้ารับการคัดเลือกตามคุณสมบัติที่เป็นข้อกำหนดตามทีโออาร์

นายชาญชัย กล่าวว่า บริษัทที่เข้ายื่นซองกับ ทอท. นั้นมีเพียง 5 บริษัท คือ กลุ่มบริษัท อิมพีเรียลพลาซ่า จำกัด, กลุ่มบริษัท มาสเตอร์ มายนด์ คอนซัลแตนท์ จำกัด, กลุ่มบริษัท เอื้อวัฒนสกุล จำกัด, กลุ่มบริษัทสรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด และ กลุ่มบริษัท คิงเพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งประกอบด้วย บริษัทคิง เพาเวอร์ดิวตี้ฟรี และบริษัท สยาม ดี.เอฟ.เอส จำกัด และกลุ่มบริษัทในเครือของบริษัทคิงเพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งผลการตรวจสอบและประเมินผล ทาง ทอท. มีมติให้กลุ่มบริษัท คิงเพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เป็นผู้ชนะ 

"แต่ในวันลงนามสัญญาพบว่า บริษัทที่เป็นผู้ลงนามกับ ทอท. ไม่ใช่ กลุ่มบริษัท คิงเพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด แต่เป็น บริษัทคิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด แม้ผู้บริหารของบริษัทดังกล่าวจะเป็นกลุ่มเดียวกัน แต่มีข้อที่น่าสงสัย คือ บริษัทคิง เพาวเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด ได้จัดตั้งบริษัท เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2548 ก่อนการลงนามกับ ทอท. เพียง 2 วัน เท่านั้น อีกทั้ง บริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด ไม่มีคุณสมบัติตามข้อกำหนดทีโออาร์ ที่ระบุชัดเจนว่า ต้องมีประสบการณ์ในด้านการบริหาร พัฒนาพื้นที่ หรือประกอบกิจการเชิงพาณิชย์ ร้านค้า บริการ ขนาดพื้นที่ไม่น้อยกว่า 4,000 ตารางเมตรในสัญญาเดียวกัน และมีประสบการณ์ด้านบริหาร การพัฒนาพื้นที่ หรือประกอบกิจการเชิงพาณิชย์ ขนาดใหญ่ ซึ่งมียอดรายได้จากการขาย หรือบริการเชิงพาณิชย์ มากกว่า 500 ล้านบาทต่อปี” นายชาญชัย แถลง

นายชาญชัย กล่าวด้วยว่า หลังจากที่การทำสัญญามีความไม่ถูกต้องแล้ว ขณะนั้นพบว่ามีการเรียกร้องให้ตรวจสอบเกิดขึ้น และคณะตรวจสอบ ของ ทอท. ที่มี พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร เป็นอนุตรวจสอบรายงานและทักท้วงให้ ทอท. ยกเลิกสัญญาดังกล่าวกับบริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด เพราะเป็นไปโดยไม่ชอบ แต่ทางบริษัทคิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ ได้ยื่นเรื่องต่อศาลและขอให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว แต่ในทางลับได้ไปเจรจาต่อรองจนทำให้การฟ้องร้องดังกล่าวมีการยกฟ้องในที่สุด

นายชาญชัย กล่าวว่า เหตุผลสำคัญที่ตรวจสอบพบ เกี่ยวกับการตั้งบริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด ขึ้นมาเพื่อลงนามสัญญาสัมปทาน กับทอท. คือ เรื่องผลประโยชน์ ซึ่งทำให้รัฐต้องเสียผลประโยชน์มากกว่าหมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตามผลการสอบสวนของอนุกรรมการฯ เตรียมที่จะเสนอให้ กมธ. วิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ ที่มีนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ เป็นประธานได้รับทราบ และคาดว่าจะมีการรายงานผลการตรวจสอบดังกล่าวไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้รับทราบ เพราะตนทราบว่าพล.อ.ประยุทธ์ได้ติดตามเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากการตรวจสอบการตั้งบริษัท คิงเพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด ที่มี นายวิชัย รักศรีอักษร (นามสกุลปัจจุบันคือ ศรีวัฒนประภา) เป็นกรรมการนั้น พบว่าได้จดทะเบียนจัดตั้งกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2548 ด้วยทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท และมีรายนามผู้ถือหุ้นใหญ่ คือ บริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นเนล จำกัด, รองลงมาคือ บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด, บริษัท คิง เพาเวอร์ แท็กซ์ฟรี จำกัด, บริษัท คิง เพาเวอร์ มาเก็ตติ้งจำกัด ทั้งนี้นายชาญชัย ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า แม้บริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด ได้จัดตั้งขึ้นมาในลักษณะของบริษัทลูกของบริษัทคิง เพาวเวอร์อินเตอร์เนชั่นแนล แต่ไม่สามารถที่จะเข้ามาลงนามสัญญาร่วมกับ ทอท. ได้ เพราะขาดคุณสมบัติตามเงื่อนไขทีโออาร์ และไม่ได้เป็นผู้ยื่นซองประกวดตั้งแต่รอบแรก ดังนั้นการเข้ามาสวมรอยทำสัญญาร่วมกับ ทอท. จึงถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย