ทางเดินเดิม 'หากินลำบาก' ต่างชาติรุมแย่งแชร์ ผลตอบแทนต่ำ ความเสี่ยงสูง บมจ.ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น วางตำแหน่งตัวเองใหม่
เป้าหมายรายได้ 'หมื่นล้าน' ภายในปี 2562 ของ บมจ.ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น หรือ TRC อาจไม่ง่ายเท่าไหร่นัก หากบริษัทยังคงแน่วแน่ที่จะหากินอยู่บนเส้นทางเดิมที่มีจำนวนคู่แข่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจในและนอกประเทศตกอยู่ในอาการซบเซา
ปัจจุบันทีอาร์ซี ดำเนินธุรกิจ 4 ประเภท ประกอบด้วย 1.ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างงานวางระบบท่อ 2.ธุรกิจรับเหมาติดตั้งระบบวิศวกรรมและก่อสร้างโรงงานในอุตสาหกรรมพลังงานและปิ โตรเคมี 3.ธุรกิจพัฒนาโครงการและการลงทุน และ 4.ธุรกิจต่างประเทศ โดยสองกิจการแรกมีสัดส่วนรายได้ 49.84% และ 38.80% ตามลำดับ (ตัวเลข ณ สิ้นปี 2558)
ในช่วงที่ผ่านมา นอกจากเหล่าผู้ประกอบการก่อสร้างงานวางระบบท่อสัญชาติไทยจะต้องเผชิญหน้ากับ 'ความเสี่ยงสูง' และ 'ผลตอบแทนต่ำ' ยังต้องบิดราคาประมูลสู้คู่แข่งจากต่างประเทศด้วย ไม่ว่าจะเป็นประเทศจีน และประเทศอินเดีย เป็นต้น หลังพร้อมใจกันโดดเข้ามาประมูลโครงการขนาดกลางของหน่วยงานรัฐบาล
ขณะเดียวกันหน่วยงานของภาครัฐยังชะลอการเปิดประมูลโครงการขนาดกลางออกไป เน้นเปิดประมูลเพียงโครงการขนาดใหญ่ หลังราคาน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา ปรับตัวลดลงอย่างหนัก ผ่านมา 5 เดือน มีโครงการของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นที่เปิดประมูล เช่น โครงการส่วนต่อขยายท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบก นครราชสีมา,โครงการติดตั้งเครื่องจักรจากโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง และงานโครงการปรับปรุงคุณภาพก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น
เมื่อทางเดินเริ่มขรุขระ ทีอาร์ซี ไม่รอช้าลุกขึ้นมาจัดบ้านใหม่ ด้วยการหันไปให้น้ำหนักใน 'ธุรกิจพัฒนาโครงการและการลงทุน' มากขึ้น ซึ่งหน่วยธุรกิจนี้ เริ่มจัดตั้งในปี 2550 เพื่อพัฒนาและร่วมลงทุนในระยะยาว สำหรับงานประเภทพลังงาน อสังหาริมทรัพย์ โรงไฟฟ้า และโรงปิโตรเคมี
ที่ผ่านมามีโครงการที่อยู่ในระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ เช่น โครงการเขื่อนพลังงานไฟฟ้าสตึงนำ ประเทศกัมพูชา,โครงการลงทุนในสัมปทานขนาดใหญ่ และโครงการลงทุนด้านอุตสาหกรรมพลังงานในต่างประเทศ เป็นต้น
'ภาสิต ลี้สกุล' ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น รับอาสาเล่าให้ 'กรุงเทพธุรกิจ BizWeek' ฟังว่า เรื่องหนึ่งที่ทุกคนต้องยอมรับ คือ ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างกำลังตกอยู่ในช่วงขาลง (sunset) สะท้อนผ่านความเสี่ยงรอบด้านที่มีมากขึ้น และผลตอบแทนที่ต่ำลง เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้เป็นพ่อ (สมัย ลี้สกุล) จึงตัดสินใจสั่งปรับโมเดลการทำธุรกิจครั้งใหม่ให้กับองค์กรแห่งนี้
ด้วยการปรับเปลี่ยนวิธีหาเงิน จาก 'ผู้รับเหมาก่อสร้าง' เป็น 'ผู้ลงทุน' หรือ 'ร่วมลงทุน' ตามโครงการต่างๆ ที่ให้ผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) เฉลี่ย 'ตัวเลขสองหลัก' ซึ่งยุทธศาสตร์นี้จะทำให้องค์กรมี 'รายได้ยั่งยืน' ที่สำคัญจะมีเงินไหลเข้าบริษัทสองทาง นั่นคือ กำไรจากการลงทุน และรายได้จากการก่อสร้างโครงการ
โครงการแรกที่เข้าร่วมลงทุน ตามแนวคิดของผู้เป็นพ่อ คือ บมจ.อาเซียนโปแตชชัยภูมิ โดยช่วงกลางปี 2558 ได้ส่ง TRC Investment Limited ในฐานะบริษัทย่อยที่สาธารณรัฐเมอริเชียส เข้าซื้อหุ้น 25.13% ของจำนวนหุ้นที่จดทะเบียน มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท ในราคาหุ้นละ 200 บาท รวมมูลค่า 1,260 ล้านบาท จาก 'เทอร์มอล เทรด แอนด์ อินเวสเม้นท์ ลิมิเตท' ปัจจุบันบริษัทดังกล่าวยังถือหุ้น โดยกระทรวงการคลัง 20% กลุ่มสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไน 15% และกลุ่มผู้ถือหุ้นเก่า
ล่าสุดกลุ่มทีอาร์ซี ได้รับหนังสือแจ้งว่า ชนะการประกวดราคา หรือ Letter of Award (LOA) จาก บมจ.อาเซียนโปแตชชัยภูมิ โดยบริษัทจะใช้เวลาก่อสร้างโรงงานผลิตแร่โปแตช,อาคารสำนักงาน สถานีจ่ายไฟฟ้า และงานสาธารณูปโภคต่างๆ มูลค่างาน 142,027,205 เหรียญสหรัฐอเมริกา หรือประมาณ 34.08 ล้านบาท (คำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยน 36.43 บาทต่อเหรียญสหรัฐอเมริกา) ประมาณ 3 ปี
หากไม่มีอะไรผิดพลาดพร้อมลงนามในสัญญาก่อสร้าช่วงไตรมาส 3 หรือ 4 ปี 2559 นั่นหมายความว่า บริษัทจะมีแบ็กล็อกงานก่อสร้างโครงการเข้ามาทันทีเฉลี่ย 35,000 ล้านบาท โดยจะรับรู้รายได้ในปี 2559 เฉลี่ย 3,000 ล้านบาท
ดีลนี้จะส่งผลให้ ทีอาร์ซี กลายเป็นบริษัทเอกชนเจ้าแรกของเมืองไทยที่ดำเนินโครงการแร่โปแตช (บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ หรือ ITD อยู่ระหว่าขอสัมปทานโครงการเหมืองแร่โปแตซ จังหวัดอุดรธานี) ซึ่งโครงการดังกล่าวมีกำลังการผลิตแร่โปแตช 1.3 ล้านตันต่อปี จากปริมาณบนพื้นที่สัมทานทั้งหมด 425 ล้านตัน อายุสัมปทาน 25 ปี
ตามแผนผลิตภัณฑ์ทั้งหมดจะจัดจำหน่ายในประเทศไทยเป็นหลัก เพื่อทดแทนการนำเข้าที่มีมากถึง 8 แสนตันต่อปี ปัจจุบันเมืองไทยต้องนำเข้าแร่โปแตช จากผู้ผลิตหลัก 3 ประเทศ ประกอบด้วย ประเทศแคนนาดา รัสเซีย และเบลารุส
ล่าสุดอยู่ระหว่างคัดเลือก 'พันธมิตร' ที่มีจุดเด่นในแง่ของเทคโนโลยีให้เข้ามาถือหุ้นในโครงการนี้เฉลี่ย 20% ก่อนหน้านี้มีโอกาสเจรจากับประเทศจีน ในฐานะผู้นำเข้าแร่โปแตชรายใหญ่ของโลกเฉลี่ย 12-14 ล้านตันต่อปี และประเทศเบลารุส ในฐานะผู้ผลิตรายใหญ่ ซึ่งเขามีความสนใจจะเข้าลงทุน
๐ ปี 2563 บุ๊ครายได้ 2 พันล้าน
'ผู้บริหารหนุ่ม' อธิบายว่า หากพิจารณาราคาแร่โปรแตช ประเทศแคนดาที่อยู่ระดับ 300 เหรียญต่อตัน เท่ากับว่า เมื่อโครงการเสร็จสมบูรณ์ในปี 2563 บริษัทร่วมทุนแห่งนี้จะสร้างรายได้เฉลี่ยปีละกว่า 10,000 ล้านบาท และอาจมีอัตรากำไรสุทธิเฉลี่ย 25% (ต้นทุนของเหมืองแห่งนี้อยู่ที่ระดับ 150-160 เหรียญต่อตัน)
กลุ่มทีอาร์ซี จะรับรู้รายได้ตามสัดส่วนการถือหุ้นเฉลี่ยกว่า 2,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งตัวเลขนี้ยังไม่นับรวมการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผลพลอยได้อย่าง 'เกลือบริโภค' และ 'เกลืออุตสาหกรรม' ล่าสุดกำลังเดินหน้าเจรจากับเจ้าของผลิตภัณฑ์เกลือรายหนึ่ง เพื่อนำเกลือไปจำหน่าย (แอบบอกชื่อบริษัท)
เมื่อ 5 ปีก่อน ราคาแร่โปรแตชเคยขึ้นไปสัมผัส 'จุดสูงสุด' 900 เหรียญต่อตัน แต่เมื่อสองผู้ผลิตยักษ์ใหญ่อย่างประเทศรัสเซียและเบลารุสมีความคิดบางเรื่องไม่ตรงกัน ราคาก็ค่อยๆปรับตัวลดลง ปัจจุบันความสัมพันธ์เป็นปกติแล้ว ฉะนั้นโอกาสจะเห็นราคาขึ้นไปยืนจุดเดิมไม่ใช่เรื่องยาก แม้ตอนนี้จะเป็นช่วงขาลงของสินค้าโภคภัณฑ์ก็ตาม
โครงการนี้ให้ผลตอบแทนจากการลงทุนสูงถึง 18% และจะใช้เวลาคุ้มทุนเพียง 6 ปี สำหรับเงินลงทุนทั้งหมดที่ใช้ก่อสร้างโครงการจะอยู่ที่ตัวเลข 40,000 ล้านบาท แต่บริษัทจะลงเงินประมาณ 6,000-7,000 ล้านบาท ซึ่งอาจนำบางส่วนมาจากการขายหุ้นกู้ หลังเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา บอร์ดอนุมัติให้ออกหุ้นกู้เงินในวงเงิน 2,000 ล้านบาท
'ในปี 2563 โครงสร้างรายได้ของบริษัทจะเปลี่ยนแปลงไป โดยจะมีรายได้จากการเข้าไปลงทุนเฉลี่ย 20% จากเดิมที่มีรายได้หลักมาจากธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเกือบทั้งหมด'
๐ ร่วมทุนท่อน้ำมันสายเหนือ-อีสาน
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บอกว่า ตามนโยบายบริษัทต้องการเข้าถือหุ้นในโครงการต่างๆ เฉลี่ย 25% ขึ้นไป เพื่อให้มีสิทธิมีเสียงในการดำเนินการ ล่าสุดกำลังเจรจาขอร่วมทุนโครงการวางท่อส่งน้ำมันสายภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระยะทางเส้นละ 300 กิโลเมตร โดยบริษัทได้ส่งเรื่องไปแล้วตั้งแต่ต้นเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา คาดว่าจะได้ข้อสรุปปลายปี 2559
'บริษัทและพันธมิตรอย่าง 'กลุ่มขนส่งรายหนึ่ง' และ 'กลุ่มซิโนเปก' บริษัทกลั่นน้ำมันรายใหญ่สุดของจีน สนใจเข้าร่วมลงทุนโครงการนี้ เบื้องต้นอาจใช้เงินลงทุนมากกว่า 2 หมื่นล้านบาท'
ขณะเดียวกันยังสนใจเข้าลงทุน 'ธุรกิจโรงไฟฟ้าถ่านหิน' ในกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา,สปป.ลาว ,เมียนมาร์ และเวียดนาม) เนื่องจากถ่านหินถือเป็นต้นทุนพลังงานที่ถูก เมื่อเทียบกับพลังงานประเภทอื่นๆ ตอนนี้สนใจลงทุนในเมียนมาร์ และกัมพูชา มากที่สุด เบื้องต้นอาจจับมือกับพันธมิตรลงทุนโรงไฟฟ้าในเมียนมาร์ กำลังการผลิตกว่า 1,000 เมกะวัตต์ ภายในปีนี้
'หากลงทุนพลังงานถ่านหินในเมืองไทยคงลำบาก สะท้อนผ่านการต่อต้านของมวลชน เบื้องต้นคงผลิต เพื่อนำมาจำหน่ายในเมืองไทยเป็นหลัก ทั้งหมดยังอยู่ระหว่างศึกษา เราขอทำทีละเรื่อง'
๐ ลุ้นผลประมูลงานรัฐ
'ภาสิต' บอกว่า เมื่อต้นเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา ได้เข้าประมูลโครงการส่วนต่อขยายท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบก นครราชสีมา และโครงการปรับปรุงคุณภาพก๊าซธรรมชาติ ภาคใต้ มูลค่ารวม 6,000 ล้านบาท คาดว่าจะรู้ผลภายในเดือนมิ.ย.นี้ หากชนะโครงการดังกล่าว บริษัทจะมีแบ็กล็อกในมือเพิ่มขึ้น จากระดับ 5,000 ล้านบาท เป็นกว่า 10,000 ล้านบาท
ในช่วงต้นเดือนมิ.ย.นี้ บริษัทจะเข้าประมูลโครงการบริหารจัดการน้ำของหน่วยงานรัฐ มูลค่า 300-400 ล้านบาท และในช่วงต้นไตรมาส 3 หรือไตรมาส 4 ปี 2559 จะเข้าประมูลและออกแบบก่อสร้างโครงการวางท่อส่งก๊าซธรรมชาติเส้นที่ 5 ของ บมจ.ปตท.ตามแผนงานตลอดปี 2559 จะร่วมประมูลโครงการต่างๆ มูลค่าเฉลี่ย 8,000 กว่าล้านบาท
เป้าหมายรายได้รวมในปีนี้ยังคงอยู่ที่ 8,000-8,500 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่มีรายได้เพียง 3,955 ล้านบาท แบ่งเป็นงานจากหน่วยงานรัฐวิสหกิจ โดยเฉพาะบมจ.ปตท.เฉลี่ย70% ที่เหลือ 30% มาจากงานเอกชนและรัฐบาล ส่วนทิศทางการเติบโตเฉลี่ยต่อปีในอนาคตตอนนี้ขอยืนที่ตัวเลข 20% เหมือนเดิม เพราะแต่ละงานย่อมมีความเสี่ยงที่แตกต่างกันไป
'ทีอาร์ซี และไชน่า เรียลเวย์ คอนสตรัคชั่น (CRC) ในฐานะพันธมิตรคู่ใจมีแผนจะเข้าร่วมประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง สีชมพู และสีเทา แต่คงต้องดูความชัดเจนของรัฐบาลก่อน'
ลูกชายคนโตประจำตระกูลลี้สกุล ยอมรับว่า ราคาหุ้น TRC ที่ทยอยปรับตัวลดลงจากระดับ 2 บาท มาอยู่ 1.60 บาท อาจเป็นเพราะนักลงทุนต้องการรอดูโปรเจคใหม่ๆในมือ และคงยังไม่มั่นใจว่า โครงการร่วมลงทุนแร่โปแตชจะราบรื่นหรือไม่ หลังก่อนหน้านี้รัฐบาลสั่งปิดเหมืองทองคำ ขอย้ำชัดๆ ตรงนี้ว่า ไม่มีต่อโครงการของเราแน่นอน
'ตั้งแต่รัฐเปิดประมูลโครงการขนาดใหญ่ บริษัทสัญชาติไทยถูกต่างชาติแย่งแชร์ หากเรายังเดินบนทางก่อสร้างอย่างเดียว โดยไม่หันมาเน้นงานที่เกี่ยวข้องกับการคิดค้นวิศวกรรมคงอยู่ลำบาก ในอนาคตคงค่อยๆ ลดงานก่อสร้างลง และหันไปคิดค้นโนว์ฮาวใหม่ๆ เว้นแต่ว่างานนั้นมาร์จิ้นสูง ก็คงจับมือกับเพื่อนเพื่อร่วมกันทำงาน'





