หาจังหวะซื้อเมื่อดัชนีย่อลง เก็บสะสมหุ้นมีพื้นฐานดี ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทอ่อน
UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ : ผันผวนในเชิงลบ
ตลาดไทยวันนี้มีแนวโน้มผันผวนเชิงลบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลง เนื่องจากนักลงทุนมีความคาดหวังว่าการประชุม OPEC ในวันพฤหัสที่จะถึงนี้จะไม่มีมาตราการแทรกแซงอุปทานน้ำมันโลกเพิ่มเติม และยังคงกังวลระดับการผลิตน้ำมันจากภูมิภาคตะวันออกกลางที่อยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ ตลาดยังคงมีความกังวลต่อการขึ้นดอกเบี้ยรอบใหม่ของ FED ที่คาดจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคม
แนวรับ/แนวต้าน : 1420/1430 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 40% : พอร์ตหุ้น 60%
กลยุทธ์ : หาจังหวะซื้อเมื่อดัชนีย่อลง เก็บสะสมหุ้นมีพื้นฐานดี ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทอ่อน เช่น กลุ่มส่งออก มี story หนุนเป็นรายตัว และคาดจะรายงานงบออกมาดีในปีนี้
หุ้นแนะนำ
CK (35.5) : คาดกำไรไตรมาส 2/59 โดดเด่นอย่างมาก เนื่องจากอาจมีการรับรู้งานส่วนเพิ่มเติมในโครงการเขื่อนไซยะบุรีมูลค่ากว่า 1.4 หมื่นล้านบาท (ปกติรายได้ประมาณไตรมาสละ 9 พันล้านบาท) อีกทั้งคาดว่าจะมีงานประมูลของทางภาครัฐและเอกชนออกมาเรื่อยๆไม่ว่าจะป็นโครงการรถไฟฟ้าสายสี ส้ม เหลือง ชมพู และสุวรรณภูมิเฟส 2 นอกจากนี้ CK ได้รับผลประโยชน์จากการเป็นผู้ถือใหญ่ในบริษัทฯ BEM CKP และ TTW ซึ่งอยู่ในอุตสาหกกรมที่แข็งแกร่งและมีแนวโน้มเติบโต
BANPU (15.3) : ราคาหุ้นปรับลดลงเมื่อวาน สวนทางกับราคาถ่านหินที่เริ่มขยับขึ้นมาที่ 52.65 เหรียญ/ตัน จากช่วงต้นปีที่ระดับ 49-50 เหรียญ/ตัน เราจึงคิดว่าเป็นโอกาสซื้อ ทั้งนี้นอกจากธุรกิจโรงไฟฟ้าที่ BANPU จะนำบริษัทฯลูก IPO ในช่วงปลายปีนี้ BANPU ยังได้ลงทุนในธุรกิจ shale gas และ solar farm เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงจากธุรกิจถ่านหิน
PTL (11) : แนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 1Q60 (เม.ย.- มิ.ย.59) ยังคงมีแนวโน้มดีต่อเนื่อง จาก 1) อัตรากำลังการผลิตของโรงงานที่ระดับ 80-90% เทียบกับ 70-80% ในปีก่อน 2) spread ที่อยู่ในระดับสูงจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำ และ 3) ค่าใช้จ่ายที่ลดลงจากการลงทุนทางด้านเทคโนโลยี อีกทั้ง PTL ได้ตั้งสำรองในประเทศตุรกีและอเมริกาไปทั้งหมดแล้วในปี 58
KCE (91) : ได้ผลบวกจากค่าเงินบาทอ่อนเนื่องจากส่งออกกว่า 95% และยังมีลุ้นเข้าเทรดในกลุ่ม SET50 กลางปีนี้ อีกทั้งคาดผลประกอบการจะเติบโตต่อเนื่องอย่างน้อยจนถึง 3Q59 เนื่องจากแนวโน้มคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นจากการลดราคาสินค้า ซึ่งจะไม่กระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นเนื่องจากประสิทธิภาพของเครื่องจักรในโรงงานใหม่ที่ดีขึ้นและผลแห่งการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale)
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน
ปัจจัยภายในประเทศ
+ “สมคิด” โรดโชว์ญี่ปุ่น ดันเขตพัฒนาเศรษฐกิจ “ไฮเทค” ภาคตะวันออก ระบุรัฐบาลเตรียมเม็ดเงิน 4 แสนล้านขยายโครงสร้างพื้นฐานรองรับการเติบโตหวังเป็น “เพชรแหล่งซัพพลายเชน” อุตสาหกรรมสำคัญของโลก เร่งเสนอกฎหมายจัดตั้ง ขณะครม.ไฟเขียวลดหย่อยภาษี ดึงลงทุนรายใหญ่
+ ไอเอ็มดีจัดอันดับขีดความสามารถแข่งขันไทยขยับขึ้นอยู่ที่ 28 หวังโครงการรัฐหนุนอันดับขยับขึ้นในอีก 4-5 ปีข้างหน้า ด้านนายกฯ พอใจผลงาน ขณะ “สมคิด” ชี้นโยบายรัฐถูกทางมั่นใจปีหน้าขยับขึ้นอีก ส่งผลความมั่นใจนักลงทุนเพิ่มขึ้น
- นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก เปิดเผยว่า มูลค่าการส่งออกเดือนเมษายน 2559 มูลค่า 15,545 ล้านเหรียญสหรัฐ ลบ 8% นั้น ผิดจากที่คาดการณ์ไว้มากและเป็นเดือนที่มูลค่าส่งออกน้อยที่สุดรอบ 6 ปี ทั้งติดลบต่อกันเป็นเดือนที่ 17 ถ้าหักการส่งออกทองและอาวุธในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคมที่ผ่านมาออก ซึ่งเป็นสินค้าไม่สะท้อนการส่งออกที่แท้จริง ทำให้ส่งออก 4 เดือนแรก ลบ 1.24% หากหักทองคำและอาวุธ จะลบ 5.36% ผลจากน้ำมันและสินค้าเกี่ยวเนื่อง ติดลบ 2.4% ส่วนที่เหลือติดลบ 3% มาจากสินค้าอุตสาหกรรมลดลง ซึ่งส่งออกเดือนเมษายนติดลบมากจนน่าตกใจ เพราะการค้าและเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว ปัญหาเศรษฐกิจในจีน ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป (อียู) รวมถึงการไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนคาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สะท้อนเศรษฐกิจยังมีปัญหา การจะออกจากอียูของอังกฤษ การก่อการร้าย ภัยธรรมชาติ และความขัดแย้งทางการเมืองในหลายภูมิภาคล้วนเป็นปัจจัยบั่นทอน
ปัจจัยต่างประเทศ
- ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 17,787.20 จุด ลดลง 86.02 จุด หรือ -0.48%
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (31 พ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนมองว่า ข้อมูลเศรษฐกิจอันแข็งแกร่งของสหรัฐที่มีการเปิดเผยเมื่อคืน ซึ่งรวมถึงการใช้จ่ายผู้บริโภคที่พุ่งขึ้นสูงสุดในรอบกว่า 6 ปีนั้น อาจจะเป็นปัจจัยผลักดันให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงติดต่อกัน 3 วันทำการ
- ดัชนี FTSE 100 ปิดปรับตัวลง 40.00 จุด หรือ 0.64% แตะที่ 6,230.79 จุด
ตลาดหุ้นลอนดอนปรับตัวลดลงเมื่อคืนนี้ (31 พ.ค.) จากการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ หลังจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์และราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง
+ ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดบวก 166.96 จุด หรือ 0.98% มาที่ 17,234.98
ดัชนีนิกเกอิที่ตลาดหุ้นโตเกียวปิดปรับตัวขึ้นเป็นวันที่ 5 ติดต่อกัน ขณะที่การคาดการณ์มากขึ้นว่าสหรัฐจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะใกล้นี้ช่วยให้ดอลลาร์แข็งค่าต่อเนื่องเมื่อเทียบกับเยน ซึ่งช่วยหนุนหุ้นกลุ่มส่งออก
+ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนก.ค.ลดลง 23 เซนต์ หรือ 0.5% ปิดที่ 49.10 ดอลลาร์/บาร์เรล
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (31 พ.ค.) ทำสถิติปิดลบติดต่อกัน 3 วันทำการ เนื่องจากนักลงทุนยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานน้ำมันล้นตลาด และระมัดระวังการซื้อขายก่อนที่การประชุมกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) จะเปิดฉากขึ้นในวันที่ 2 มิ.ย.นี้









