ธปท. ยอมรับ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศชะลอ ฉุดการลงทุนภาคเอกชนเติบโตช้า ระบุเศรษฐกิจเดือน เม.ย. ยังขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป
นางรุ่ง มัลลิกะมาส ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การลงทุนภาคเอกชนของไทยที่เติบโตช้า ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าเกิดจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) มีน้อยลงด้วย นอกจากนี้การเข้ามาของเอฟดีไอในปัจจุบันก็แตกต่างไปจากเดิม คือ ส่วนใหญ่เข้ามาในภาคบริการ โดยเป็นลักษณะการซื้อกิจการ(เทกโอเวอร์) ในบริษัทเดิมที่มีอยู่แล้ว แตกต่างจากเอฟดีไอในอดีตเมื่อ 20-30 ปีก่อน ที่เข้ามาในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นลักษณะที่เข้ามาเพื่อตั้งฐานการผลิต ดังนั้นการเข้ามาของเอฟดีไอในอดีต จึงช่วยขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชนได้อย่างมาก
“เราต้องยอมรับว่า อดีตที่ญี่ปุ่นเข้ามามากๆ เพื่อตั้งฐานการผลิต ณ ปัจจุบัน เราอยู่คนละเฟสจากเฟสนั้นแล้ว เวลาคุยกับผู้ประกอบการญี่ปุ่น ก็ชัดเจนว่าไม่ได้มาเป็นคลื่นแบบสมัยก่อน ถ้ามาก็คงเป็นคลื่นเล็กๆ มากกว่า เราเองก็ต้องทำใจ ตรงนี้จึงทำให้การลงทุนภาคเอกชนเราน้อยลงด้วย ดังนั้นเราจึงต้องแสวงหาสิ่งอื่นๆ มาทดแทน คงไม่สามารถพึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศในลักษณะเดิมๆได้”
จากการสำรวจตัวเลขเอฟดีไอช่วง 4 เดือนแรกปี 2559 พบว่ามี เงินทุนจากเอฟดีไอไหลเข้าสุทธิจำนวน 524 ล้านดอลลาร์ เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีเอฟดีไอไหลเข้าสุทธิ 6,672 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นการลดลง 6,148 ล้านดอลลาร์ หรือลดลง 92.14%
อย่างไรก็ตามในเดือนมี.ค.2559 เป็นเดือนที่มีเงินทุนจากเอฟดีไอไหลออกมากสุดจำนวน 2,352 ล้านดอลลาร์ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากดีลของกลุ่มนายเจริญ สิริวัฒนภักดี ที่เข้าซื้อกิจการของ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) จากกลุ่มทุนต่างชาติ จึงทำให้มียอดการไหลออกของเงินทุนในส่วนเอฟดีไอค่อนข้างมาก
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยเดือนเม.ย.2559 นางรุ่ง กล่าวว่า ยังคงขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยได้แรงส่งจากภาคบริการ ขณะที่ภาคการผลิตยังขยายตัวค่อนข้างต่ำ เพราะการส่งออกสินค้ายังคงซบเซาตามเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าเป็นสำคัญ ประกอบกับกำลังซื้อภายในประเทศได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ส่งผลต่อเนื่องให้การลงทุนภาคเอกชนยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัวที่ต่อเนื่องอย่างชัดเจน สำหรับการใช้จ่ายภาครัฐแผ่วลงเล็กน้อยหลังจากที่เร่งไปมากในเดือนก่อน









