แนวโน้มที่ดีขึ้นยังไม่ได้สะท้อนในราคาหุ้น
หลังจากกำไรทำจุดต่ำสุดของปี 2559 ในไตรมาส 1/59 เราคาดว่ากำไรของ GFPT จะปรับตัวเพิ่มขึ้นในไตรมาส 2/59-ไตรมาส 3/59 โดยได้รับการสนับสนุนจากปัจจัยฤดูกาล, อัตรากำไรที่สูงขึ้นเพราะส่วนต่างระหว่างราคาไก่กับต้นทุนอาหารสัตว์กว้างขึ้น, และส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นจากฐานต่ำของปีก่อน ราคาหุ้น GFPT ปรับตัว underperform SET อยู่ 4% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่นมา ยังไม่ได้สะท้อนแนวโน้มกำไรที่แข็งแกร่งในอนาคต คงคำแนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมายระยะ 12 เดือนที่คำนวณได้จากวิธี SOTP ที่ 16 บาท
ราคาไก่จะปรับตัวเพิ่มขึ้น ราคาไก่ในประเทศเพิ่มขึ้นเล็กน้อยสู่ 37 บาท/กก.ในเดือน เม.ย. (+5% YoY และ +3% QoQ) และ GFPT คาดว่าแนวโน้มเช่นนี้จะเกิดขึ้นต่อเนื่อง ประการแรก อากาศร้อนและสถานการณ์แล้งทำให้ไก่เติบโตช้า และสร้างความเสียหายต่ออุปทานไก่ ประการที่สอง ราคาลูกไก่และไก่ปลดระวางที่ปรับตัวสูงขึ้น (+10-20% QoQ และ YoY) ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นเครื่องชี้นำว่าอุปทานไก่ตึงตัวมากขึ้น ประการที่สาม ราคาหมูที่ปรับตัวขึ้นมากสู่ 68 บาท/กก.ในเดือน เม.ย. (+9% YoY และ +7% QoQ) ทำให้ส่วนต่างระหว่างราคาหมูกับราคาไก่ปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ 31 บาท/กก. (สูงกว่าค่าเฉลี่ย 3 ปีที่ 27 บาท/กก.) ถ้าสถานการณ์เช่นนี้ยังเกิดขึ้นต่อเรื่อง ก็จะช่วยสนับสนุนให้ราคาไก่ปรับตัวเพิ่มขึ้น GFPT คาดว่าราคาไก่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังปี 59 จากระดับต่ำที่ 4,200 ดอลลาร์สหรัฐ/ตันในไตรมาส 1/59 (-7% YoY) ผู้ส่งออกในบราซิล (ผู้ส่งออกไก่รายใหญ่ของโลก) ปรับราคาส่งออกไก่ไปยังยุโรปและญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 5-7% เพื่อชดเชยเงินเรียลบราซิลเทียบกับดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้นมา 10% ตั้งแต่ต้นปี 2559 ถึงปัจจุบัน (เทียบกับ 2% สำหรับบาท/ดอลลาร์สหรัฐ)
เนื่องจากสหรัฐฯ สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนกได้แล้ว ดังนั้น GFPT คาดว่าไทยจะยกเลิกคำสั่งห้ามนำเข้าพันธุ์ไก่จากสหรัฐฯ ตอนกลางปี 2559 ปัจจุบันอุปสงค์และอุปทานอยู่ในระดับปานกลาง GFPT จึงไม่คิดว่าเหตุการณ์นี้จะมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไก่ไทย
ปริมาณขายจะเพิ่มขึ้น GFPT ยังคงเป้าปริมาณขายโต 5% ในปี 2559 ทั้งนี้ในไตรมาส 1/59 ปริมาณขายในธุรกิจอาหาร (48% ของยอดขาย) เพิ่มขึ้น 7% YoY โดยเกิดจากการส่งออกได้มากขึ้น, การส่งออกทางอ้อมให้กับ McKey, และตลาดในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้น ปริมาณขายในธุรกิจฟาร์มเลี้ยงสัตว์ (29% ของยอดขาย) อยู่ในระดับทรงตัว เพราะปริมาณขายให้กับ GFN ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ถูกหักล้างโดยปริมาณขายให้แก่ลูกค้าภายนอกที่ปรับตัวลดลง ปริมาณขายในธุรกิจอาหารสัตว์ (24% ของยอดขาย) ลดลง 6% YoY เพราะปริมาณขายอาหารสัตว์บกและสัตว์น้ำทรงตัว แต่ปริมาณขายอาหารกุ้งลดลง (-32% YoY, 6% ของยอดขาย) โดยเกิดจากสถานการณ์แล้งและการแข่งขันที่สูงขึ้นกับผู้ประกอบการครบวงจร GFPT คาดว่าปริมาณขายในธุรกิจอาหารและธุรกิจฟาร์มเลี้ยงสัตว์จะปรับตัวเพิ่มขึ้นในไตรมาส 2/59 ปริมาณขายในธุรกิจอาหารสัตว์น่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้น QoQ จากปัจจัยฤดูกาล แต่จะยังคงลดลง YoY โดยเกิดจากกลุ่มอาหารกุ้ง
อัตรากำไรแข็งแกร่งเพราะต้นทุนอาหารสัตว์ต่ำ GFPT ยังคงเป้าอัตรากำไรขั้นต้นในปี 2559 ที่ระดับเกือบ 13% (เทียบกับ 12.2% ในปี 2558) โดยเกิดจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น, ราคาผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้น, และต้นทุนวัตถุดิบ (ข้าวโพดและกากถั่วเหลือง) ในระดับทรงตัวหรือลดลงเพราะมีอุปทานจำนวนมาก ทั้งนี้ในเดือน เม.ย. ราคาข้าวโพดอยู่ที่ 8.85 บาท/กก. (-9% YoY และทรงตัว QoQ) ในขณะที่ราคากากถั่วเหลืองนำเข้าอยู่ที่ 15.1 บาท/กก. (-10% YoY และ -7% QoQ) ปัจจุบัน GFPT เก็บสต็อกวัตถุดิบไว้ประมาณ 2-3 เดือน และอาจจะเพิ่มขึ้นเป็น 4-6 เดือนเมื่อบริษัทเชื่อว่าราคาวัตถุดิบจะปรับตัวสูงขึ้น
ส่วนแบ่งกำไรมีแนวโน้มแข็งแกร่ง ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนกำไรในไตรมาส 1/59 ของ GFPT คือ ส่วนแบ่งกำไรจำนวนมากถึง 106 ล้านบาท (+808% YoY) หลังจากผลการดำเนินงานของ GFN ฟื้นตัวดีขึ้นจากการเพิ่มกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ให้อัตรากำไรสูงตั้งแต่กลางปี 2558 บวกกับผลการดำเนินงานของ McKey ปรับตัวดีขึ้นเพราะส่วนผสมผลิตภัณฑ์ดีขึ้น แนวโน้มเช่นนี้น่าจะเกิดขึ้นต่อเนื่องในไตรมาส 2/59 โดยเกิดจากฐานต่ำในปีก่อน และกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจาก GFN รวมถึงส่วนผสมผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้นจาก McKey






