วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

BCP - ซื้อ

รายงานกำไรไตรมาส 1/59 +125%QoQ แต่ -96%YoY

ประเด็นสำคัญในการลงทุน :

- รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/59 ที่ 47 ล้านบาท+125%QoQ แต่ -96%YoY : แม้ว่าธุรกิจโรงกลั่นจะมีผลขาดทุนเนื่องจากขาดทุนสต๊อกน้ำมันดิบและมีการหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่นเป็นเวลา 45 วันส่งผลให้การใช้กำลังการกลั่นเฉลี่ยเหลือเพียง 64 พันบาร์เรลต่อวันหรือคิดเป็น 58% ของกำลังการกลั่นปกติ แต่ผลประกอบการได้รับผลบวกจากธุรกิจสถานีจำหน่ายน้ำมันที่มีปริมาณการขายรวมเพิ่มขึ้น 5%QoQ สู่ระดับ 1,465 ล้านลิตรต่อไตรมาส อีกทั้งค่าการตลาดเพิ่มขึ้น 0.03 บาทต่อลิตรสู่ระดับ 0.93 บาทต่อลิตรเนื่องจากเน้นขายปลีกเพิ่มขึ้น ธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทยปรับตัวดีขึ้น 3%QoQ แต่โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ญี่ปุ่นยังมีผลประกอบการขาดทุนเนื่องจากมีค่าใช้จ่ายระหว่างก่อสร้าง นอกจากนี้ผลประกอบการได้รับแรงหนุนจากกำไรในการป้องกันความเสี่ยงค่าเงินและราคาน้ำมันอีกราว 300 ล้านบาท

- คงประมาณการกำไรปี 59 ตามเติมที่ 4,716 ล้านบาท : แม้ว่าผลประกอบการไตรมาส 1 จะคิดเป็นเพียง 1% ของประมาณการแต่ฝ่ายวิจัยมีมุมมองเชิงบวกต่อผลประกอบการของ BCP ต่อจากนี้เพราะจะไม่มีค่าใช้จ่ายจากการซ่อมบำรุงเหมือนในไตรมาส 1 อีกทั้งคาดว่าปี 59 จะมีกำไรจากสต๊อกน้ำมันดิบเข้ามาช่วยหนุนผลประกอบการเพิ่มเติม หลังราคาน้ำมันดิบเริ่มปรับตัวขึ้นมาเคลื่อนไหวในกรอบ 40-50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จึงคงประมาณการกำไรปี 59 ที่ 4,716 ล้านบาทตามเดิม

- เตรียมนำบริษัท BCPG เข้าจดทะเบียนในไตรมาส 3/59 : BCPG บริษัทย่อยของ BCP ซึ่ง BCP ถือหุ้นอยู่ 100% และจะลดสัดส่วนการถือหุ้นเหลือ 70% ภายหลัง BCPG จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดย BCPG ดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งมีกำลังการผลิตในปัจจุบันที่ 156 MW โดย 129 MW เป็นโรงไฟฟ้าที่ดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วแบ่งเป็นในประเทศไทย 118 MW และญี่ปุ่น 11 MW นอกจากนี้ยังมีโครงการระหว่างก่อสร้างที่ญี่ปุ่นอีก 27 MW และมีโครงการระหว่างศึกษาอีกกว่า 126 MW ในประเทศญี่ปุ่น โดยล่าสุด BCPG ได้ยื่นไฟลิ่งต่อ ก.ล.ต. ในเดือน มี.ค. ที่ผ่านมาซึ่งคาดว่าจะสามารถจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ราวไตรมาส 3 ปีนี้ (คาดว่าผู้ถือหุ้น BCP จะได้รับสิทธิ์จองซื้อหุ้น BCPG 10-25% ของจำนวนหุ้น IPO)

- คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 36 บาท : ฝ่ายวิจัยคาดว่าผลประกอบการในไตรมาส 2 จะปรับตัวดีขึ้นเนื่องจากไม่มีการหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่นเหมือนในไตรมาส 1 อีกทั้งได้รับผลบวกจากโรงกลั่นที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นเป็นตัวหนุนเพิ่มเติม โดยฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าเหมาะสมด้วยวิธี P/E Ratio อิง Prospective PE ที่ 10.5 เท่าได้ราคาเหมาะสม 36 บาท ซึ่งยังสูงกว่าราคาปิดล่าสุด ฝ่ายวิจัยคงคำแนะนำ “ซื้อ”