คลังเรียกประชุมผู้แทนคลังในบอร์ดรัฐวิสาหกิจ จี้ทำหน้าที่ผู้ถือหุ้นเชิงรุก หวังเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่ากระกรวงการคลัง เป็นประธานประชุมมอบนโยบายให้กรรมการผู้แทนกระทรวงการคลัง ในคณะกรรมการ(บอร์ด)รัฐวิสาหกิจวานนี้ (17 พ.ค.) เพื่อให้ผู้แทนคลังทำหน้าที่เป็นผู้ถือหุ้นในเชิงรุก หรือ Active Shareholder เพื่อให้รัฐวิสาหกิจมีประสิทธิภาพ เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล
นายอภิศักดิ์ เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายให้ผู้บริหาร และข้าราชการกระทรวงการคลังที่ทำหน้าที่ผู้แทนกระทรวงคลังในบอร์ดรัฐวิสาหกิจ ทำหน้าที่ผู้ถือหุ้นรัฐวิสาหกิจในเชิงรุก ทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลบัญชีรัฐวิสาหกิจ หรือเอโอ (Account officer) ของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เพื่อมีส่วนในการเพิ่มประสิทธิภาพรัฐวิสาหกิจ ทั้งในด้านการดำเนินงาน และการมีบรรษัทภิบาลที่ดี หรือซีจี
โดยรัฐวิสาหกิจถือเป็นทรัพย์สินสำคัญของรัฐ เป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ มีสินทรัพย์รวมถึง 13.5 ล้านล้านบาท มีการลงทุน 50% ของการลงทุนภาครัฐ ขณะเดียวกันเป็นรายได้สำคัญของรัฐบาล ปีที่ผ่านมามีการนำส่งรายได้ 1.6 แสนล้านบาทสูงสุด เป็นอันดับ 3 รองจากกรมสรรพากร และกรมสรรพสามิต อย่างไรก็ตามรัฐบาลไม่ได้ตั้งเป้าการเติบโตของรัฐวิสาหกิจในด้านขนาด หรือกำไร รัฐวิสาหกิจไม่จำเป็นต้องทำกำไรสูงสุด แต่ให้ทำหน้าที่ตามวัตถุประสงค์การจัดตั้งอย่างมีประสิทธิภาพ
“คลังเป็นผู้ถือหุ้น เป็นเจ้าของ ถ้ารัฐวิสาหกิจมีกำไรดี รายได้นำส่งเข้ารัฐบาลก็จะเพิ่มขึ้น จึงอยากให้ผู้แทนคลังที่นั่งเป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจ ทำหน้าที่แบบเชิงรุก หรือแอคทีฟมากขึ้น และต้องมีการรายงานทุกไตรมาส ขณะที่สคร.ก็จะมีการประเมินผลผู้แทนคลังในบอร์ดรัฐวิสาหกิจทุกสิ้นปี ถ้าไม่ทำตามแนวทางนี้ ก็จะต้องมีการปรับเปลี่ยน”
สำหรับฐานะของรัฐวิสาหกิจในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มีฐานะแข็งแรง และกำไร สามารถเดินหน้าต่อไปได้ แต่ละมีบางแห่งเท่านั้นที่มีปัญหา ที่ต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาในกิจการ ขณะที่การอุดหนุนรัฐวิสาหกิจก็ได้มีการกำหนดแนวทางชัดเจน มีนโยบายอุดหนุนเฉพาะส่วนที่เกินกว่าที่ควรจะเป็นเท่านั้น พร้อมทั้งมีการกำหนดวงเงินได้ จึงไม่ได้เป็นภาระการคลังมากนัก
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสคร. เปิดเผยว่า สคร.ได้มีการตั้งเจ้าหน้าที่ดูแลบัญชีรัฐวิสาหกิจ หรือ เอโอ จำนวน 20 คน เพื่อดูแลรัฐวิสาหกิจทั้ง 55 แห่ง โดยแบ่งรัฐวิสาหกิจออกเป็นกลุ่มสาขา 9 สาขา ซึ่งนอกจากติดตามการดำเนินงานของแต่ละรัฐวิสาหกิจแล้ว ในการประชุมบอร์ดรัฐวิสาหกิจแต่ละครั้ง จะมีการทำความเห็นและข้อเสนอแนะในวาระการประชุม ส่งให้กับผู้แทนกระทรวงคลังในบอร์ดรัฐวิสาหกิจแห่งนั้นๆด้วย เพื่อเป็นข้อมูลในการประชุม
นอกจากนี้ สคร. ยังมีการจัดทำฐานข้อมูลกลางรัฐวิสาหกิจที่กรรมการผู้แทนคลังสามารถเข้าถึงได้ง่าย และรวดเร็ว เช่น ข้อมูลผลการวิเคราะห์ผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ ปัญหาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงที่ต้องให้ความสำคัญในการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจ เป็นต้น เพราะการที่กรรมการผู้แทนกระทรวงคลังเข้าใจในบทบาทและความรับผิดชอบในการเป็นผู้แทนกระทรวงคลังในฐานะผู้ถือหุ้นเชิงรุก จะมีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของรัฐวิสาหกิจ และส่งต่อนโยบายของรัฐบาลไปยังรัฐวิสาหกิจได้ดียิ่งขึ้น









