ไตรมาส 1/59 รายงานขาดทุน -365%YoY และ -87%QoQ
ประเด็นการลงทุน
- รายงานขาดทุนในไตรมาส 1/59 ที่ 183 ล้านบาท : ผลประกอบการถูกกดดันจากขาดทุนค่าเงินบาทราว 500 ล้านบาท อีกทั้งผลประกอบการโรงไฟฟ้าหงสายังต่ำกว่าที่ประเมินไว้ สำหรับผลประกอบการของแต่ละธุรกิจมีดังนี้ 1) ธุรกิจถ่านหินที่ออสเตรเลียมีราคาขายเฉลี่ยทรงตัวที่ระดับ 63 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อตัน ขณะที่ปริมาณขายปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 3.6 ล้านตันเนื่องจากไม่มีการย้ายอุปกรณ์ขุด (Longwall) ด้านต้นทุนการผลิตรวมปรับตัวลง 4 ดอลลาร์ต่อตันสู่ระดับ 50 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อตันเนื่องจากมีปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้น 2) ธุรกิจถ่านหินที่อินโดนีเซียมีราคาขายเฉลี่ยปรับตัวลง 9%QoQ สู่ระดับ 48 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน และปริมาณขายปรับตัวลง 11%QoQ สู่ระดับ 6.2 ล้านตันเพราะเลือกขุดในพื้นที่ที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ด้านต้นทุนการผลิตรวมปรับตัวลง 9%QoQ สู่ระดับ 42 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันตามราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวลง 3) ธุรกิจโรงไฟฟ้า BLCP กำไรปรับตัวขึ้นเป็น 700 ล้านบาทเพราะไม่มีการปิดซ่อมบำรุง แต่โรงไฟฟ้าหงสาสร้างกำไรได้เพียง 50 ล้านบาทแม้ว่าจะสามารถดำเนินงานได้ครบทั้ง 3 หน่วยแล้ว เพราะโรงไฟฟ้าหน่วยที่ 1 ยังมีปัญหาทางเทคนิคทำให้ไม่สามารถเดินเครื่องได้เต็มประสิทธิภาพ
- ปรับลดประมาณการกำไรปี 59-60 ลง 24% และ 25% ตามลำดับ : ฝ่ายวิจัยได้ปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 59 จาก 1,510 ล้านบาทลงสู่ 1,142 และปรับลดประมาณการกำไรปี 60 จาก 1,970 ล้านบาท ลงสู่ 1,583 ล้านบาท เนื่องจากราคาขายถ่านหินที่เริ่มปรับตัวลงอย่างมีนัยสำคัญโดยเฉพาะที่อินโดนีเซียซึ่งคาดว่าราคาขายถ่านหินทั้งปีจะต่ำกว่า 50 ดอลลาร์ต่อ ขณะที่เหมืองถ่านหินในออสเตรเลียจะมีการย้ายอุปกรณ์ขุด (Longwall) อีก 2 ครั้งในไตรมาส 2 และไตรมาส 4 ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตปรับตัวขึ้นกดดันต่อผลประกอบการเพิ่มเติม นอกจากนี้กำไรจากโรงไฟฟ้าหงสามีแนวโน้มต่ำกว่าที่คาดการณ์เนื่องจากโรงไฟฟ้าหน่วยที่ 1 เกิดปัญหาทางเทคนิคซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6-9 เดือนในการแก้ไขจึงสามารถกลับมาเดินเครื่องได้เต็มประสิทธิภาพ
- เข้าลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศจีนกำลังการผลิต 78.5 MW : บมจ.บ้านปู พาวเวอร์ (BPP) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ BANPU ได้เข้าซื้อหุ้นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จำนวน 4 โครงการมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 78.5 เมกะวัตต์ (MW) ตั้งอยู่ในมณฑลซานตง ซึ่งคาดว่าจะสามารถจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ได้ในกลางปีนี้ โดยบริษัทคาดว่าจะใช้เงินลงทุนในโครงการดังกล่าวประมาณ 93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- ปรับคำแนะนำเหลือ “ถือ” ราคาเหมาะสม 13.50 บาท : ฝ่ายวิจัยคาดว่าในไตรมาส 2 ผลประกอบการจะอ่อนตัวตามราคาขายถ่านหินที่ลดลงและเหมืองในออสเตรเลียจะมีการย้ายอุปกรณ์ขุดทำให้ผลิตได้ลดลง ฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าเหมาะสมด้วยวิธี PBV Ratio อิง Prospective PBV ที่ 0.8 เท่าซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 1 ปี ได้ราคาเหมาะสมที่ 13.50 บาท ซึ่งใกล้เคียงราคาปิดล่าสุดจึงปรับคำแนะนำจาก “ซื้อ” เหลือ “ถือ”









