สานฝัน 'ผู้ก่อตั้ง' ผงาดพลังงานชีวมวล

สานฝัน 'ผู้ก่อตั้ง' ผงาดพลังงานชีวมวล

ตัวไม่อยู่ แต่ฝันยังเดินหน้าต่อ 'เชิดศักดิ์ วัฒนวิจิตรกุล' นายใหญ่ 'ทีพีซี เพาเวอร์ โฮลดิ้ง' ในฐานะคนสนิท 'เจริญ จันทร์พลังศรี' ผู้ก่อตั้ง

แม้ 'เจริญ จันทร์พลังศรี' ผู้ก่อตั้ง บมจ.ไทยโพลีคอนส์ หรือ TPOLY จะเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อหลายปีก่อน แต่ความฝันที่ต้องการรุกธุรกิจพลังงานทดแทนทางภาคใต้กำลังถูกสานต่อ

ผ่านสมองและสองมือของคนสนิท 'เชิดศักดิ์ วัฒนวิจิตรกุล' กรรมการผู้จัดการ บมจ.ทีพีซี เพาเวอร์ โฮลดิ้ง หรือ TPCH ผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนประเภทต่างๆ ปัจจุบัน TPOLY ถือหุ้น TPCH สัดส่วน 41.26%

ก่อน 'เจริญ' จะเสียชีวิตอย่างกระทันหัน เขาได้ดำเนินปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ของ TPOLY ด้วยการแยกธุรกิจออกเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย ธุรกิจก่อสร้าง,ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจพลังงานทางเลือก

ในส่วนของธุรกิจพลังงานทดแทน ช่วงที่ผู้ก่อตั้งยังมีชีวิตเคยคาดหวังว่า จะมาช่วยผลักดันฐานะการเงินของบริษัทให้ดีขึ้น หลังธุรกิจดังกล่าวมีอัตรากำไรขั้นต้นค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับธุรกิจก่อสร้าง

สุดท้ายตระกูลจันทร์พลังศรี ตัดสินใจนำ TPCH เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็มเอไอ (mai) เมื่อช่วงต้นปี 2558 หลัง TPOLY ประสบผลขาดทุนติดต่อ 4 ปีซ้อน สวนทางบริษัทในเครือที่โตวันโตคืน ขณะที่หุ้น TPOLY ไม่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนเหมือนเคย

'เชิดศักดิ์ วัฒนวิจิตรกุล' กรรมการผู้จัดการ บมจ.ทีพีซี เพาเวอร์ โฮลดิ้ง เล่าให้ 'กรุงเทพธุรกิจ BizWeek' ฟังว่า ร่วมบุกเบิกธุรกิจพลังงานกับคุณเจริญมาตั้งแต่ช่วงแรกๆ ด้วยความที่เชี่ยวชาญงานก่อสร้างทางภาคใต้ ทำให้เริ่มมองหาโอกาสใหม่ๆ ซึ่งธุรกิจพลังงานทดแทน ถือเป็นหนึ่งในกิจการที่ท่านสนใจมากๆ สะท้อนผ่านการเข้าไปชิมลางก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล จังหวัดยะลา เมื่อปี 2548

จากนั้นในปี 2551 แกตัดสินใจเข้าลงทุนโรงไฟฟ้า อำเภอบางสะพาน จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ ทั้งๆที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับธุรกิจนี้เลย แม้โรงไฟฟ้าดังกล่าวจะปิดดำเนินการไปแล้ว แต่ความมุ่งมั่นยังไม่ถดถอย

สุดท้ายโชคเข้าข้าง เมื่อมีธนาคารแห่งหนึ่งสอบถาม 'ไทยโพลีคอนส์' ว่า ยังต้องการลงทุนธุรกิจพลังงานอยู่หรือไม่ หลังมีผู้ประกอบการรายหนึ่งกำลังมองหาผู้ร่วมลงทุน เมื่อผลศึกษาออกมาคุ้มค่า ไม่รอช้ารีบตัดสินใจลงทุน โดยโรงไฟฟ้าแห่งแรกเกิดขึ้นในปี 2554 และขายไฟฟ้าครั้งแรกในปี 2556

๐ 5 ปี 200 เมกะวัตต์

'กรรมการผู้จัดการ' บอกว่า ก่อนหน้านี้เคยวางเป้าหมายการดำเนินธุรกิจในช่วง 3 ปีข้างหน้า (2558-2560) และ 5 ปีข้างหน้า (2558-2562) ไว้ว่า ต้องมีกำลังการผลิต 150 เมกะวัตต์ และ 200 เมกะวัตต์ ตามลำดับ

ในส่วนของ 150 เมกะวัตต์ มั่นใจว่า ไม่พลาดเป้าแน่นอน ล่าสุดมีโครงการอยู่ในมือแล้ว 7 แห่ง กำลังการผลิต 100 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น 'ขายไฟฟ้าแล้ว' 30 เมกะวัตต์ 'อยู่ระหว่างก่อสร้าง' 30 เมกะวัตต์ และ 'อยู่ระหว่างการพัฒนา' 40 เมกะวัตต์

ส่วนแผนหากำลังการผลิตอีก 50 เมกะวัตต์ ในช่วงเดือนพ.ค.-มิ.ย.2559 บริษัทจะเข้าร่วมประมูลโรงไฟฟ้าในภาคใต้ที่กำลังจะเปิดประมูล 36 เมกกะวัตต์ เบื้องต้นคาดว่าอาจชนะประมูล 30 เมกะวัตต์ ที่เหลืออีก 20 เมกะวัตต์ ตั้งใจจะเดินหน้าซื้อกิจการในพื้นที่ภาคใต้

เขา บอกว่า ปัจจุบันบริษัทมีโรงไฟฟ้าชีวมวลที่เดินเครื่องจ่ายไฟฟ้าแล้ว 3 แห่ง ประกอบด้วย 1.โรงไฟฟ้าชีวมวลช้างแรก ไบโอเพาเวอร์ (CRB) 2.โรงไฟฟ้าชีวมวลแม่วงศ์ เอ็นเนอยี่ (MWE) และ 3.โรงไฟฟ้าชีวมวลมหาชัย กรีน เพาเวอร์ (MGP) กำลังการผลิตโรงละ 9.9 เมะวัตต์
ในช่วงที่เหลือของปี 2559 คาดว่าจะมีโรงไฟฟ้าชีวมวลที่เดินเครื่องจ่ายไฟ (COD) อีก 1 แห่ง นั่นคือ โรงไฟฟ้าชีวมวลทุ่งสัง กรีน จังหวัดนครศรีธรรมราช และในปี 2560 จะมีโรงไฟฟ้าชีวมวลเพิ่มเติมอีก 2 แห่ง คือ โรงไฟฟ้าชีวมวล จังหวัดพัทลุง และสตูล

เมื่อถามถึงแผนธุรกิจในช่วง 5 ปี เขาตอบว่า สิ่งที่ทำให้มั่นใจว่า จะมีกำลังการผลิตแตะ 200 เมกะวัตต์ คือ ในปี 2561 บริษัทจะเริ่มจ่ายไฟโรงไฟฟ้า จังหวัดปัตตานี กำลังการผลิต 46 เมกะวัตต์ แบ่งออกเป็น 2 เฟส คือ โรงไฟฟ้าปัตตานีเฟส 1 กำลังการผลิต 23 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าปัตตานีเฟส 2 กำลังการผลิต 23 เมะวัตต์

ในส่วนของโรงไฟฟ้าปัตตานีเฟส 1 ปัจจุบันบริษัทได้รับหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent หรือ LOI) จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) มาตั้งแต่ปี 2557 ล่าสุดอยู่ระหว่างการจัดทำวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และรอคณะกรรมการพิจารณา
หากไม่มีอะไรผิดพลาดอาจได้รับใบอนุญาตก่อสร้างโรงงานไฟฟ้า PPA ไม่เกินไตรมาส 3 ปี2559 ส่วนโรงไฟฟ้าปัตตานี เฟส 2 อยู่ระหว่างยื่นขอใบอนุญาต โดยบริษัทได้ดำเนินการเรื่อง EIA พร้อมกับโรงไฟฟ้าปัตตานีเฟส 1 เรียบร้อยแล้ว

'อนาคตภาครัฐอาจเปิดประมูลใบอนุญาตโรงไฟฟ้าชีวมวลในภาคอื่นๆ ของประเทศ สะท้อนผ่านแผนของรัฐที่จะนำร่องเปิดประมูลโรงไฟฟ้า 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ฉะนั้นเราพร้อมร่วมประมูล'

๐จ่อควักเงินซื้อกิจการ

'เชิดศักดิ์' บอกว่า ศึกษาแผนซื้อกิจการมานานแล้ว ตามแผนต้องการเข้าถือหุ้นไม่ต่ำกว่า 51% ในโรงไฟฟ้าชีวมวลภาคใต้ ปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจา 3-4 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการรายเล็กๆ เฉลี่ยกำลังการผลิตแห่งละ 9.9 เมกะวัตต์

ภายในปี 2559 อาจเห็นบริษัทซื้อกิจการ 1-2 แห่ง คาดว่าจะใช้เงินลงทุนเฉลี่ย 300 ล้านบาท โดยจะนำเงินส่วนหนึ่งที่ได้จากการขายหุ้นไอพีโอมาลงทุน

หลักการทำธุรกิจของ TPCH คือ ต้องมีพันธมิตรท้องถิ่นร่วมทำงานด้วย บริษัทจะไม่ลงทุนเพียงลำพัง สอดคล้องกับนโยบายที่ว่า บริษัทจะเติบโตได้ต้องมีเพื่อนที่ดี ซึ่งพันธมิตรแต่ละคนจะมีความชำนาญที่แตกต่างกัน

ยกตัวอย่าง ที่ผ่านมาบริษัทมีพันธมิตรเป็นกลุ่มผู้ผลิตเชื้อเพลิงรายใหญ่ในภาคใต้ 2 กลุ่ม ซึ่งเขามีความชำนาญในการทำธุรกิจโรงไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งมีพันธมิตรเป็นผู้ผลิตกระแสไฟฟ้าอันดับ 3 ประเทศเยอรมัน เพื่อนคนนี้มาช่วยงานทางด้านวิศวกรรมของบริษัท พันธมิตรเหล่านี้ทำให้ธุรกิจโรงไฟฟ้าของเราในช่วงแรกๆประสบความสำเร็จ

โมเดลธุรกิจสำคัญอีกข้อ คือ บริษัทจะรับหน้าที่ลงทุนโรงไฟฟ้า เพื่อส่งต่อให้ 'ไทยโพลีคอนส์' ดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้า และเมื่อโรงไฟฟ้าสร้างเสร็จ บริษัทจะวาง Business Model 2 แบบ นั่นคือ 1.จ้างบริษัทจัดหาเชื้อเพลิง เพื่อปิดความเสี่ยงการผันผวนของราคาน้ำมัน 2.งานส่วนใดสามารถดำเนินการเองได้ก็ควรทำ

๐ เล็งเคาะดีลสปป.ลาว

เขา เล่าว่า หากพิจารณาจากแผนพลังงานของภาครัฐจะเห็นว่า อาจมีการเปิดประมูลใบอนุญาตทั่วประเทศอีก 400 เมกะวัตต์ และภายใน 20 ปีข้างหน้า (2558-2578) รัฐบาลตั้งเป้าจะมีกำลังการผลิตพลังงานทดแทน 19,800 เมกะวัตต์ หากเป็นเช่นนั้นธุรกิจพลังงานทดแทนในประเทศอาจมีอัตราเติบโตไม่รวดเร็ว

ดังนั้นบริษัทจึงหันมาคิดเรื่องการออกไปลงทุนนอกบ้าน ล่าสุดอยู่ระหว่างศึกษาโรงไฟฟ้าในประเทศสปป.ลาว และกัมพูชา ในส่วนของการลงทุนในกัมพูชา กำลังการผลิต 90 เมะกวัตต์ ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาเรื่อง วงเงินกู้จากธนาคาร,เชื้อเพลิง และการขอใบอนุญาต หากผลการศึกษาออกมาคุ้มค่า อาจใช้เงินลงทุนประมาณ 70 ล้านบาทต่อ 1 เมกะวัตต์

สำหรับการลงทุนในสปป.ลาว ภายในเดือนพ.ค.นี้ จะเซ็นสัญญาเอ็มโอยูกับพันธมิตร จากนั้นจะศึกษาโครงการของรัฐบาลลาวต่อไป คาดว่าจะใช้เวลาศึกษาประมาณ 1 ปี ตามแผนจะเข้าลงทุนพลังงานน้ำ กำลังการผลิต 80 เมกะวัตต์ จากการเข้าไปสำรวจพื้นในเดือนมี.ค.ที่ผ่านมาพบว่า แม้จะอยู่ในช่วงหน้าแล้ง แต่พื้นที่ดังกล่าวยังมีน้ำ

'มีแนวโน้มจะเคาะโครงการสปป.ลาวเป็นแห่งแรก อาจได้เห็นในปี 2561 ตามแผนต้องการเห็นสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศในช่วง 5 ปี เฉลี่ย 20-30%' 

๐ ปี 2561 ย้ายเทรดตลาดใหญ่

'เอ็มดีหนุ่ม' บอกว่า โจทย์ท้าทายในปี 2561 ของบริษัท คือ ต้องย้ายหุ้น TPCH เข้าไปซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จากปัจจุบันที่หุ้น TPCH ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ ขณะเดียวกันยังมีเป้าหมายจะนำหุ้น TPCH เข้าไปซื้อขายใน SET100

การเข้าไปซื้อขายใน SET จะทำให้กองทุน สนใจเข้ามาลงทุนในหุ้นของเรามากขึ้น จากการไปโชว์โชว์ต่างประเทศพบว่า นักลงทุนต่างชาติหลายรายสนใจหุ้น TPCH แต่ติดปัญหาตรงที่ไม่ได้ซื้อขายอยู่ใน SET

ตั้งแต่เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ หุ้น TPCH ได้รับการตอบรับจากนักลงทุน , นักวิเคราะห์ และกองทุนภายในประเทศอย่างดี สะท้อนผ่านสัดส่วนการถือหุ้นของกองทุนในประเทศ 5-6 ราย เฉลี่ย 10%

'จุดเด่นของ TPCH คือ มาร์เก็ตแคป ขยับขึ้นไปแตะหมื่นล้านบาท ขณะที่พี่ใหญ่อย่าง บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ หรือ EA มีมาร์เก็ตแคป 7-8 หมื่นล้านบาท'

เขา ทิ้งท้ายบทสนทนา ด้วยการประเมินรายได้รวมในช่วง 5 ปีข้างหน้าว่า อยากเห็นรายได้ขยายตัว 15 เท่า หรือเฉลี่ยปีละ 30-40% เมื่อเทียบกับปี 2558 ที่มีรายได้ 300 ล้านบาท ส่วนทิศทางรายได้ในปี 2559 อาจขยายตัว 150%

หลังเตรียมทยอยรับรู้รายได้จากโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล 3 โครงการ คือ โรงไฟฟ้าชีวมวล ช้างแรก ไบโอเพาเวอร์ ,โรงไฟฟ้าชีวมวลแม่วงศ์ เอ็นเนอยี่ และโรงไฟฟ้าชีวมวลมหาชัย กรีน เพาเวอร์ ขณะเดียวกันคาดว่าจะเดินเครื่องจ่ายไฟ (COD) โรงไฟฟ้าชีวมวลทุ่งสัง กรีน เขาย้ำ

นอกจากนั้นการขายไฟในแบบระบบ Feet in Tariff (FiT) จะช่วยสนับสนุนให้ผลประกอบการเติบโตก้าวกระโดดในระยะสั้น เพราะอัตราการทำกำไรจะเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 45-50% ของรายได้ ซึ่งจะทำให้บริษัทมีเงินทุนหมุนเวียนไปพัฒนาโรงไฟฟ้าในอนาคตต่อไป

'โรงไฟฟ้าชีวมวล ถือเป็นงานที่ให้ผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) ดีสุดเมื่อเทียบกับพลังงานทดแทนประเภทอื่นๆ'