รายงานกำไร 1Q59 เติบโต 64%YoY และ 160%QoQ
ประเด็นสำคัญในการลงทุน :
- รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/59 ที่ 871 ล้านบาทเติบโต 64%YoY และ 160%QoQ : รายได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 14%QoQ สู่ระดับ 5,484 ล้านบาท เนื่องจาก 1) การไฟฟ้าผ่ายผลิต(กฟผ.)เรียกไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้า IPP ของบริษัทเพิ่มขึ้นจากผลกระทบของอากาศร้อนจึงมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 2) โรงไฟฟ้า SPP (CUP1-3) มียอดจำหน่ายไฟฟ้าและไอน้ำเพิ่มขึ้นจากความต้องการของลูกค้ารายใหม่ อีกทั้งลูกค้ารายใหญ่ซึ่งปิดซ่อมบำรุงในไตรมาส 4 ที่ผ่านมากลับมาดำเนินงานตามปกติ 3) โรงไฟฟ้า IRPC-CP เริ่มดำเนินการในไตรมาส 4/58 จ่ายไฟฟ้าได้เต็มไตรมาส และมียอดจำหน่ายไฟฟ้าและไอน้ำเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าเกือบเท่าตัว ด้านอัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวขึ้นจาก 15% ในไตรมาสก่อนสู่ระดับ 21% เนื่องจากต้นทุนการผลิตปรับตัวลงตามราคาก๊าซธรรมชาติ และบริษัทเพิ่มประสิทธิภาพในการะบวนการทำงานของโรงไฟฟ้าช่วยประหยัดต้นทุนเพิ่มเติม นอกจากนี้ในไตรมาส 1 บริษัทได้รับเงินปันผลจากบริษัท ราชบุรีพาวเวอร์ อีกจำนวน 180 ล้านบาทช่วยหนุนกำไรสุทธิเพิ่มเติม
- คงประมาณการกำไรปี 59 แม้จะมีโรงไฟฟ้าดำเนินการเชิงพาณิชย์อีก 38 MW ใน 2H59 : โรงไฟฟ้านวนครปัจจุบันได้ก่อสร้างแล้วเสร็จคิดเป็นร้อยละ 98 ของมูลค่าโครงการ และคาดว่าจะเริ่มจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ได้ในเดือนมิถุนายน 59 แต่คาดว่าจะไม่ได้หนุนผลประกอบการของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญเพราะในช่วงแรกจะยังไม่สามารถดำเนินการผลิตได้เต็มประสิทธิภาพ แม้ว่ากำไรไตรมาส 1 จะคิดเป็น 43% ของประมาณการแต่เราคาดกำไรในช่วงต่อจากนี้จะเริ่มอ่อนตัวเนื่องจากมีการปิดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า SPP ในไตรมาส 2 บางส่วน อีกทั้งเมื่อผ่านฤดูร้อนราคาขายไฟฟ้าให้ กฟผ. มีแนวโน้มปรับตัวลง ทำให้ฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 59 ที่ 2,011 ล้านบาทเติบโต 6%YoY ตามเดิม
- บริษัทมีแผนขยายการลงทุนไปยังประเทศพม่าอีกราว 3.4 GW : บริษัทกำลังศึกษาความเป็นไปได้ของการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ประเทศพม่า 3 โครงการที่ โดยโครงการ Thanlyin(400MW) และKyaiklat(500MW) เป็นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ส่วนโครงการสุดท้าย Myeik(2,500MW) เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งทั้ง 3 โครงการยังอยู่ระหว่างการศึกษาหากมีความชัดเจนมากขึ้น ฝ่ายวิจัยคาดว่าจะเป็นตัวหนุนต่อผลประกอบการในอนาคตเพิ่มเติมในอีก 5-7 ปีข้างหน้า
- ปรับลดคำแนะนำเหลือ “ถือ” ที่ราคาเหมาะสม 30.70 บาท : ฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าด้วยวิธี PBV Ratio ที่ Prospective PBV 1.2 เท่าซึ่งเท่ากับค่าเฉลี่ยของกลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ได้ราคาเหมาะสมปี 59 ที่ 30.70 บาทซึ่งต่ำกว่าราคาปิดล่าสุดจึงปรับคำแนะนำจาก “ซื้อ” เหลือ “ถือ” นอกจากนี้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นทำให้อัตราผลตอบเงินปันผลลดลงเหลือเพียง 3.2% ซึ่งต่ำกว่ากลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่อื่นๆ ทำให้ความน่าสนใจในการลงทุนลดลง









