ปรับประมาณการกำไรปี 59 ลดลง 8%จากการเพิ่มสมมติฐานสำรองหนี้สูญ
ประเด็นสำคัญในการลงทุน:
- กำไร 1Q59 ลดลง 22%YoYแต่เติบโต76%QoQ : ในช่วง 1Q59 มีกำไรสุทธิเท่ากับ 9.6 พันล้านบาท กำไรลดลง 22%YoY แต่เพิ่มขึ้น 76%QoQแม้กำไรดีกว่าคาด 27% เนื่องจากมีรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยดีกว่าคาดโดยมีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost to Income Ratio) ที่ระดับ 37.2% ต่ำกว่าประมาณการที่ระดับ 47.2% ขณะที่ผลตอบแทนของสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net Interest Margin : NIM) อยู่ที่ 3.62% ลดลงจาก3.66% ใน 4Q58 และ 3.67% ใน 1Q58 อย่างไรก็ดี ค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญสูงกว่าสมมติฐานที่9,000 ล้านบาทเป็น 1.13 หมื่นล้านบาทเพิ่มขึ้น 182%YoY และ 28%QoQสูงกว่าประมาณการอย่างมีนัยสำคัญ
- ปรับประมาณการกำไรปี 59 ลดลง 8% : ค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญที่สูงกว่าสมมติฐาน ทั้งนี้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) ณ ปลายไตรมาสแรกปี 59 เพิ่มขึ้น 11% จากปลายปี 58 ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวทำให้ทิศทางของ NPL มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นต่อในช่วงเวลาที่เหลือโดยน่าจะเป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราลดลง ฝ่ายวิจัยได้ปรับสมมติฐานค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญทั้งปีเพิ่มขึ้น 20% เป็น 3.26 หมื่นล้านบาทซึ่งคิดเป็น 190 bps เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายใหม่ของธนาคารที่ปรับเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ระดับไม่เกิน170 bpsส่งผลให้ประมาณการกำไรสุทธิใหม่ปี 59 ลดลง 8% เหลือ 3.75 หมื่นล้านบาทซึ่งหดตัว 5%YTD
- การเติบโตของสินเชื่อปลายไตรมาสแรกยังแผ่ว : ปลายเดือนมี.ค. 59 มียอดสินเชื่อ 1.6 ล้านล้านบาทเติบโต 0.22% จากปลายปี 58 จากการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อเพื่อการพาณิชย์และสินเชื่อประเภทเงินทุนหมุนเวียน อย่างไรก็ดี ผู้บริหารยังคงเป้าการเติบโตของสินเชื่อที่ 6-7% และตั้งเป้า NIM ที่ระดับ 3.3 – 3.5% จากเดิม 3.4 – 3.6% ขณะที่ฝ่ายวิจัยใช้สมมติฐานการเติบโตของสินเชื่อเท่ากับ 6% และเชื่อว่าการปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อช่วยลดภาระลูกหนี้จะส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานไม่มากนักโดยคาดว่าธนาคารจะมีรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยโดยเฉพาะรายได้จากการการรับประกันภัยมาทดแทน
- คงคำแนะนำ“ซื้อ”ปรับราคาเหมาะสมเหลือ 182 บาท : ปัจจัยพื้นฐานในระยะยาวของ KBANK ยังดีในฐานะที่เป็นธนาคารขนาดใหญ่ที่จะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่คาดจะเห็นในช่วงครึ่งปีหลังของปี 59 ตามประมาณการกำไรสุทธิใหม่ทำให้ราคาเหมาะสมซึ่งอิง Prospect P/BV ที่ระดับ 1.4เท่าลดลงเหลือ 182 บาทจากเดิมที่ 189 บาทยังสูงกว่าราคาปิดล่าสุดที่สะท้อนถึงความกังวลเรื่อง NPL ที่ปรับเพิ่มขึ้นในยามเศรษฐกิจชะลอตัวซึ่งเชื่อว่าจะคลี่คลายลงเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวด้านฐานะเงินกองทุนยังแข็งแกร่งที่ 17.62% โดยมีอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 เท่ากับ 14% ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยยังคงคำแนะนำ “ซื้อ”









