วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

HMPRO - ซื้อเมื่ออ่อนตัว

กำไร 1Q59 เติบโต 18%YoY ลดลง 24%QoQคงประมาณกำไรทั้งปีเท่าเดิม

ประเด็นสำคัญในการลงทุน: 

กำไร 1Q59 เติบโต 18%YoYแต่ลดลง24%QoQ : กำไรสุทธิ 1Q59 เท่ากับ 866 ล้านบาท ดีกว่าคาด 13% โดยเติบโต 18%YoYเนื่องจาก 1)ยอดขายรวมเติบโต 11% มาจากยอดขายสาขาเดิมซึ่งมี Same Store Sales เพิ่มขึ้น 3% จากที่ลดลง 2.7% ใน 1Q58 และการเพิ่มสาขาใหม่โดยเปิดโฮมโปรสาขาชัยพฤกษ์ซึ่งมีการเปิดตัวสินค้าใหม่“Bike Club”แห่งแรก2) รายได้อื่นเติบโต 20% จากรายได้ค่าเช่าพื้นที่สาขาสุวรรณภูมิและหัวหินมาร์เก็ตวิลเลจและบริการโฮมแคร์ที่เพิ่มขึ้น 3) อัตรากำไรขั้นต้นปรับลงเหลือ 25% จาก 25.9% ใน 1Q58 เนื่องจากรายได้จากเมกาโฮมที่มีมาร์จิ้นต่ำกว่าโฮมโปรราว 10% มีสัดส่วนของรายได้มากขึ้น4) อัตราส่วนค่าใช้จ่ายขายและบริหารต่อยอดขายลดลงเหลือ 23.3% จาก 23.9% ใน 1Q58 เมื่อเทียบกับ 4Q58 ที่เป็นช่วงไฮซีซั่นเป็นประจำทุกปีกำไรสุทธิลดลง 24%QoQ

คงประมาณการกำไรปี 59 ตามเดิมซึ่งเติบโตราว 10% : กำไร 1Q59 คิดเป็น 23% ของประมาณการกำไรทั้งปีที่ 3.8 พันล้านบาท ขณะที่รายได้ยังมีศักยภาพในการเติบโตจากการเปิดสาขาใหม่ต่อเนื่องและการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เข้ากับไลฟสไตล์ของผู้บริโภค ขณะที่จำนวนสาขาเมกาโฮมที่มากขึ้นช่วยให้เกิดการประหยัดจากการขยายขนาด (economies of scale) ถึงจุดคุ้มทุนและคาดจะล้างขาดทุนสะสมได้หมดในปีนี้ ทำให้ฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 59 ตามเดิมซึ่งเติบโต 10% ทั้งนี้แนวโน้มกำไรครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรกจากจำนวนสาขาใหม่ที่เปิดมีมากกว่าและไตรมาสสุดท้ายที่มีการจัดงานโฮมโปรเอ๊กซ์โปเป็นช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจ

บริษัทมีแผนเปิดสาขาใหม่ต่อเนื่องสนับสนุนการเติบโตในอนาคต : บริษัทมีแผนขยายสาขาใหม่เพิ่มทั้งในประเทศและต่างประเทศต่อเนื่องเพื่อตอบโจทย์นโยบายขยายการลงทุนสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ปี 59 ในช่วงQ2 จะเปิดเมกาโฮม-โรจนะ และย้ายสาขาโฮมโปร-พระราม 3 ซึ่งจะมี “Bike Club”สาขาที่ 2Q3 จะเปิดโฮมโปร 1 แห่ง เมกาโฮม 1 แห่ง Q4 จะเปิดโฮมโปร 2 แห่ง เมกาโฮม 1-2 แห่ง และสาขาที่มาเลเซียสาขาที่ 2คาดว่าปลายปีนี้จะมีสาขาโฮมโปรรวม 80 สาขา เมกาโฮม 10-11 สาขา และที่มาเลเซีย 2 สาขา ทั้งนี้ราวเดือนต.ค.บริษัทจะมีเปิดตัวสินค้าใหม่เพื่อจับกลุ่มลูกค้าวัยรุ่น ซึ่งสนับสนุนรายได้เติบโตต่อเนื่องในอนาคต

ปรับคำแนะนำจาก “ซื้อ” เป็น “ซื้อเมื่ออ่อนตัว”ราคาเหมาะสม 8.80 บาท : ราคาเหมาะสมซึ่งอิงProspect PER ที่ระดับ30 เท่าได้เท่ากับ 8.80 บาทมี upside จากราคาปิดล่าสุดไม่มากนักขณะที่ราคาปัจจุบันซื้อขายที่ PER ระดับ 28 เท่าต่ำกว่าระดับสูงสุดที่ระดับ 36 เท่าในปี 55แสดงถึงความเสี่ยงขาลงค่อนข้างต่ำ ขณะที่ผลประกอบการในอนาคตมีแนวโน้มปรับดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ทำให้ฝ่ายวิจัยปรับคำแนะนำจาก“ซื้อ”เป็น “ซื้อเมื่ออ่อนตัว”