หาจังหวะซื้อเมื่อดัชนีย่อลง เก็บสะสมหุ้นที่ราคาไม่แพงและมีพื้นฐานดี มี story หนุนเป็นรายตัว
UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ : ปรับขึ้นตามตลาดต่างประเทศ
ทิศทางตลาดหุ้นไทยวันนี้คาดว่าจะปรับตัวขึ้นตามทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาคส่วนใหญ่เช้านี้ หลังผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐเมื่อคืนนี้ (FED) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ตามเดิม และส่งสัญญาณว่ายังไม่รีบปรับขึ้นดอกเบี้ย นอกจากนี้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับขึ้นยังเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มพลังงาน อย่างไรก็ดี หากตลาดปรับตัวขึ้นแรงบริเวณแนวต้านแนะนำ ทยอยขายทำกำไรบางส่วน เนื่องจากปัจจัยลบเรื่องภัยแล้งในประเทศอาจบั่นทอนกำลังซื้อของผู้บริโภค ประกอบกับหากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องอาจส่งผลลบต่อความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่ไม่ใช่กลุ่มพลังงานในอนาคตได้
แนวรับ/แนวต้าน : 1408/1440 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 40% : พอร์ตหุ้น 60%
กลยุทธ์ : หาจังหวะซื้อเมื่อดัชนีย่อลง เก็บสะสมหุ้นที่ราคาไม่แพงและมีพื้นฐานดี มี story หนุนเป็นรายตัว และคาดจะรายงานงบออกมาดีในปีนี้
หุ้นแนะนำ
1. SCC (550) : บริษัทฯประกาศผลประกอบการ 1Q59 เมื่อวานนี้ มากกว่าที่ตลาดคาดประมาณ 20% ทั้งนี้เราคาดว่าตลาดมีโอกาสปรับประมาณการเพิ่มขึ้นเนื่องจากสเปรดธุรกิจปิโตรเคมียังอยู่ในระดับสูงและมากกว่าที่ตลาดคาด อีกทั้งในช่วง 2Q59 ยังได้รับแรงหนุนจากเงินปันผลโดยเฉพาะจากโตโยต้าเข้ามาเสริม
2. STA (16) : เราคาดว่าแนวโน้มกำไร 1Q59 และ 2Q59 จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้ง qoq และ yoy จากราคายาง TOCOM ที่ทำจุดสูงสุดในรอบ 10 เดือน เนื่องจากในอดีตกำไรของ STA นั้นมีค่า correlation กับราคายางถึง 0.80 อีกทั้งในช่วง 2Q59 จะอยู่นอกฤดูกรีดยางจึงทำให้ supply ในตลาดไม่เพิ่มขึ้นซึ่งส่งดีต่อราคายาง ทั้งนี้ราคาหุ้นได้พักตัวลงมาในขณะที่ราคายางยังอยู่ในช่วงขาขึ้นเราจึงคิดว่าเป็นโอกาสเข้าซื้อสะสม
3. KCE (91) : คาดผลประกอบการ 1Q59 จะเติบโต 12% qoq และ 47% yoy โดยได้ผลบวกจากอัตราการใช้กำลังการผลิตในงวด 1Q59 ที่คาดว่าจะปรับตัวขึ้นเป็น 90% เทียบกับ 4Q15 ที่ 83% และคาดผลประกอบการจะเติบโตต่อเนื่องอย่างน้อยจนถึง 3Q59 เนื่องจากแนวโน้มคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นจากการลดราคาสินค้า ซึ่งจะไม่กระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นเนื่องจากประสิทธิภาพของเครื่องจักรในโรงงานใหม่ที่ดีขึ้นและผลแห่งการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale)
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน
ปัจจัยภายในประเทศ
+ "เอสซีจี"เผยกำไรไตรมาสที่ 1 พุ่งถึง 23% จากธุรกิจปิโตรเคมีช่วงขาขึ้น-ลดต้นทุนธุรกิจบรรจุภัณฑ์ ขณะธุรกิจปูนซีเมนต์แข่งรุนแรง-ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่นและกำลังซื้อ หวังโครงการลงทุนภาครัฐช่วยหนุนตลาดปูนในประเทศโต 3-5% เผยเล็งซื้อกิจการโรงปูนในเวียดนาม ขณะนักวิเคราะห์จับตาครึ่งปีหลัง จ่อปรับประมาณการใหม่ หลังกำไรเกินคาด
- เอกชนมองหมดมาตรการยาแรงรัฐอสังหาฯ ปีนี้ เติบโตไม่หวือหวาแค่ 5% เหตุตลาดต่างจังหวัดยังชะลอตัว ไร้แรงส่งเปิดโครการใหม่ ขณะแรงผลักดันโครงการใหม่ เกิดจากรายใหญ่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล คาดเปิดตัวโครงการ 3 ไตรมาส ที่เหลือ 67 โครงการ มูลค่ากว่า 1.2 แสนล้าน
+ "จีเอสเอ็ม-ไอทียู" ยก "ไทย" สู่สังคมดิจิทัล เปลี่ยนผ่าน จ่อยกระดับสู่สังคมดิจิทัลขั้นสูง แนะภาครัฐเร่งปรับสู่อี-กอฟเวิร์นเม้นท์ ออกกฎเกณฑ์เอื้อยุคดิจิทัล หนุนรูปแบบ อินฟราสตรักเจอร์แชร์ริ่ง จัดสรรคลื่นความถี่โทรคมเพิ่ม ชูคลื่นความถี่ 700 เหมาะที่สุดเหตุสัญญาณคลุมไกล ลงทุนต่ำ ประชาชนได้ประโยชน์จากเทคโนโลยี เต็มที่ชู "โทรศัพท์เคลื่อนที่" ตัวจักรสำคัญขับเคลื่อนสังคมดิจิทัลเอเชีย
+ 'อาคม' หารือไจก้าเดินหน้าไฮสปีดเทรนกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ยันผลศึกษาขั้นกลางเสร็จสิ้นปี ส่วนปีหน้าเริ่มออกแบบรายละเอียด คาดลงทุนแบบพีพีพี เล็งใช้ ม.44 แก้กฎหมายเวนคืน เปิดทางพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ จูงใจนักลงทุน ยอมรับต้นทุนสูงอาจแบ่งก่อสร้างเป็นเฟส เหมือนรถไฟไทย-จีน
ปัจจัยต่างประเทศ
+ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 18,041.55 จุด เพิ่มขึ้น 51.23 จุด หรือ +0.28%
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (27 เม.ย.) ขานรับธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ส่งสัญญาณว่าจะไม่รีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมล่าสุด นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยบวกจากราคาน้ำมันดิบ WTI ที่พุ่งขึ้นเกือบ 3% อย่างไรก็ตาม ตลาดได้รับแรงกดดันในระหว่างวัน เนื่องจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีร่วงลงหลังจากบริษัทแอปเปิล อิงค์ เปิดเผยผลประกอบการที่อ่อนแอ
+ ดัชนี FTSE 100 ปิดปรับตัวขึ้น 35.39 จุด หรือ 0.56% แตะที่ 6,319.91 จุด
ตลาดหุ้นลอนดอนปิดปรับตัวขึ้นเมื่อคืนนี้ (27 เม.ย.) จากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของหุ้นกลุ่มเหมืองแร่
- ดัชนีนิกเกอิปิดลบ 62.79 จุด หรือ 0.36% แตะที่ 17,290.49 จุด
ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดลบติดต่อกันเป็นวันที่ 3 เนื่องจากนักลงทุนระมัดระวังการซื้อขายก่อนที่จะทราบผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ)
- สัญญาน้ำมันดิบส่งมอบเดือนมิ.ย.เพิ่มขึ้น 1.29 ดอลลาร์ หรือ 2.9% ปิดที่ 45.33 ดอลลาร์/บาร์เรล
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ (27 เม.ย.) หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเมื่อวานนี้ พร้อมส่งสัญญาณว่ายังไม่รีบปรับขึ้นดอกเบี้ย นอกจากนี้ สัญญาน้ำมันดิบยังได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ และรายงานของสถาบันปิโตรเลียมอเมริกัน (API) ที่ระบุว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐปรับตัวลดลงในสัปดาห์ที่แล้ว








