อัตรากำไรขาขึ้นเท่านั้นที่เราต้องการ
ประเด็นการลงทุน
เรามองว่าเร็วเกินไปที่จะขายทำกำไรแม้ว่าราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น 10 % นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากบริษัทกำลังเข้าสู่ช่วงอัตรากำไรที่เป็นขาขึ้้นในปี 2559-60 โดยราคาหุ้นจะมีการปรับระดับการซื้อขายที่สูงขึ้นได้อีกต่อเนื่อง (อย่างน้อยถึงระดับ PER ปี 2559 ที่ 44 เท่า) หนุนโดยในปี 2559-2560 นั้นจะเป็นปีที่บริษัทจะได้รับผลตอบแทนจากเงินลงทุนสำหรับโรงพายาบาลสร้างใหม่ที่สร้างในอดีตก่อนหน้าที่เริ่มให้ผลประกอบการดีขึ้น (โดยเราคาดว่ากำไรหลักจะเติบโตได้ 17 % ในปี 2559 และ 15 % ในปี 2560) โดยเรายังคงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายวิธีคิดลดเงินสด (DCF) ณ สิ้นปี 2559 ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 25.75 บาท (จาก 24บาท) เพื่อสะท้อนถึงการปรับเพิ่มคาดการณ์กำไร อิงค่า WACC ที่ 7.6% และ terminal growth rate อยู่ที่ 2 %
ปรับคาดการณ์กำไรเพิ่ม สะท้อนแนวโน้มอัตรากำไรขาขึ้น
เราปรับกำไรหลักปี 2559 เพิ่ม 2% และ 1 % ปี 2562 เนื่องจากการปรับสมมติฐานอัตรากำไรหลักในปี 2559 เพิ่มขึ้น 0.3 % และ 0.2 % ในปี2560 โดยเรามองว่าอัตรากำไรหลักของ BDMS จะสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นไปแตะสูงสุดในอดีตเท่ากับปี 2555 อยู่ที่ 13.7 % ได้ในช่วงปี 2559-2560 (เราคาดสมมติฐานอัตรากำไรเฉลี่ยปี 2559-2560 ที่ 13.7 %) เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังคการฟื้นตัวของอัตรากำไรดังกล่าวเนื่องจากไม่มีแรงกดดันจากต้นทุนและค่าใข้จ่ายจากโรงพยาบาลสร้างใหม่เองอีกเลยต่อเนื่องในไตรมาสที่ 2/59และ ปี 2560 นอกจากโรงพยาบาลใหม่ 4 แห่ง (เปิดในปี 2556-2558) จะสามารถพลิกผลประกอบการจากขาดทุนในปี 2558 มาเป็นกำไรในปี 2559-2560 ได้ ได้แก่ โรงพยาบาลสมิติเวชธนบุรี และโรงพยาบาลกรุงเทพ อุดรธานี น่าจะสามารถแสดงกำไรได้ปี 2559 (จำนวนเตียงของทั้งสองโรงพยาบาลรวมกันคิดเป็น 5% ของจำนวนเตียงทั้งหมดของ BDMS) โรงพยาบาลกรุงเทพพิษณุโลกและสมิติเวชชลบุรี จะสามารถแสดงกำไรได้ในปี 2560 (7% ของจำนวนเตียงทั้งหมดของ BDMS)
คาดกำไรหลักไตรมาส 1/59 ทรงตัว YoY ทำสถิติสูงสุดใหม่แม้ฐานสูงมากใน 1/58
คาดกำไรหลักไตรมาส 1/59 ทรงตัว YoY ทำสถิติสูงสุดใหม่แม้ฐานสูงมากใน 1/58 โดยเรากำไรหลักที่ 2.3พันล้านบาทในไตรมาส 1/59 ทรงตัวที่ YoY และเพิ่มขึ้น 11% QoQ ทั้งนี้รายได้ค่ารักษาพยาบาลจะทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 16 พันล้านบาท ในไตรมาสที่ 1/59 ปรับตัวสูงขึ้น 10% YoY และ 2% QoQ หนุนโดยปริมาณผู้ป่วยเข้าใช้บริการที่เพิ่มขึ้น ซึ่งมากเพียงพอที่จะชดเชยราคาค่าใช้บริการที่คงที่ (ผู้ป่วยเคสรุนแรงที่ลดลง) โดยอัตรากำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคาคาดว่าจะลดลง 1% YoY สำหรับไตรมาส 1/59 โดยมีแรงกดดันจากการโรงพยาบาลใหม่ที่เปิดในปี 2557-2558 (ซึ่งอัตรากำไรจะดีขึ้นหลังจากเปิดแล้วหนึ่งถึงสองปี) ทั้งนี้เราคาดว่ากำไรหลักจะอยู่ที่ 14 % ในไตรมาส 1/59 ลดลง 1.4 % YoY และเพิ่มขึ้น 1.2 % QoQ (อัตรากำรหลักเติบโตQoQ ติดต่อกันเป็นไตรมาสที่สามจากจุดตกต่ำที่สุดที่ 10.6% ในไตรมาส 2/58)
คาดเห็นอัตรากำไรขยายตัว YoY ในไตรมาส 2/59-4/59
คาด BDMS จะรายงานกำไรหลักขยายตัว YoY ได้ในต่อเนื่องในไตรมส 2/59-4/59 เนื่องจากฐานที่ค่อนข้างต่ำในปีที่ผ่านมา โดยผู้บริหารมุ่งเน้นผลักดันให้อัตรา EBITDA margin ปี 2559 สูงขึ้น ซึ่งหมายถึงอัตรากำไรหลักที่จะสามารถขยายตัวได้ YoY ตั้งแต่ในไตรมาส 2/59-3/59 หลังจากที่ลดลง YoY ในไตรมาส 1/59
ไม่มีการโรงพยาบาลใหม่กดดันกำไรจนกว่าจะปี 2561
BDMS จะต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการบริหารงานที่ดีขึ้นและอัตรากำไรหลักที่ขยายตัวก่อนที่โรงพยาบาลสร้างเองแห่งใหม่จะเปิดดำเนินงานในปี 2561 เป็ฯต้นไป –โรงพยาบาลจอมเทียน, พัทยา (เตียงผู้ป่วยใน 250 เตียง) คาดจะเปิดในปี 2561 โดยหลังจากปี 2561 บริษัทมีแผนเปิดตัวโรงพยาบาลสร้างเองใหม่อีกหลายแห่ง ทั้งในเชียงราย, เขาใหญ่, สุราษฏร์ธานีและกระบี่ ที่สำคัญ บริษัทน่าจะมีภาระค่าใข้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงปี 2562 จากการที่โครงการฟีนิกซ์ ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ ซอยศูนย์วิจัย กรุงเทพ จะเริ่มดำเนินงานเชิงพาณิชย์ (อาคาร 4 แห่งพร้อมด้วยเตียงผู้ป่วยใน 224 เตียง ต้นทุนประมาณ 4-5 พันล้านบาท) เน้นไปที่อุปสงค์จากชาวต่างชาติที่เดินทางมารักษาพยาบาลในเมืองไทย








