รายได้ค่าเช่าหนุนกำไรดีกว่าคาดเล็กน้อย
สูงกว่าคาด 3%
HMPRO รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/59 ที่ 866 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% YoY สูงกว่าประมาณการของเรา 3% จากรายได้ค่าเช่าและรายได้อื่นๆที่สูงกว่าคาด
ประเด็นหลักจากผลประกอบการ
ยอดขายรวมเพิ่มขึ้น 11% YoY มาอยู่ที่ 1.36 หมื่นล้านบาท ยอดขายโฮมโปรในประเทศไทยเติบโต 7% YoY เป็น 1.21 หมื่นล้านบาท ในขณะที่ยอดขายสาขาเดิมเติบโต 3% หนุนโดยยอดขายของสาขาในกรุงเทพและหัวเมืองใหญ่ ส่วนยอดขายสาขาโฮมโปรในประเทศมาเลเซียอยู่ที่ 108 ล้านบาทลดลง 11% YoY ในขณะที่ยอดขายเมกาโฮมก้าวกระโดดขึ้น 94% YoY มาอยู่ที่ 1.5 พันล้านบาท หนุนโดยยอดขายจากสาขาใหม่และยอดขายสาขาเดิมที่เติบโตดี
อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 25% ในไตรมาส 1/59 ลดลงจาก 25.9% ในไตรมาส 1/58 จากยอดขายเมกาโฮมที่เพิ่มขึ้นและสัดส่วนสินค้าแบรนด์ตนเองที่ลดลง (สัดส่วนสินค้าแบรนด์ตนเอง 19.1% ในไตรมาส 1/59 เมื่อเทียบกับ 20.4% ในไตรมาส 1/58)
สัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายลดลงมาอยู่ที่ 23.3% ในไตรมาส 1/59 จาก 23.9% ในไตรมาส 1/58 หนุนโดยผลการดำเนินงานของสาขาเมกาโฮมและสาขาในประเทศที่ดีขึ้น
รายได้ค่าเช่าและการบริการปรับเพิ่มขึ้น 32% YoY มาอยู่ที่ 447 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากพื้นที่เช่าใหม่ที่สาขาสุวรรณภูมิ หลังปิดปรับปรุงไปในช่วง
แนวโน้ม
HMPRO มีแนวโน้มเติบโตดีขึ้นเรื่อยๆ ยอดขายสาขาเดิมที่ดีขึ้น การประหยัดต่อขนาด (economies of scale)ของเมกาโฮมและรายได้ค่าเช่าที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งจะเป็นปัจจัยหนุนกำไรในไตรมาส 2/59 ในขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นที่ขยายตัวหลังการเปิดตัวสินค้าแบรนด์ตนเองใหม่อีกรอบจะช่วยหนุนกำไรในครึ่งหลังปี 2559 และปี 2560 เพิ่มขึ้นอีก
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป
เรายังคงใช้ประมาณการกำไรและราคาเป้าหมายเดิม
คำแนะนำ
แม้ราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้น 23% ในสองเดือนที่ผ่านมาจะหนุนค่า PER สำหรับ 12 เดือนข้างหน้ามาอยู่ที่ 25.2 เท่า (ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยระยะยาว) เรายังคงแนะนำ “ซื้อ” เราเชื่อว่าบริษัทสมควรซื้อขายในระดับที่สูงกว่าในอดีต จากแนวโน้มกำไรเติบโตดีกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ทั้งนี้เราคาดว่า EPS จะเติบโตเฉลี่ย 18.1% ต่อปีในอีก 5ปีข้างหน้า (ระหว่างปี 2559-2563) ในขณะที่การเติบโตของ EPS เฉลี่ยสะสมต่อปีระหว่างปี 2554-2558 อยู่ที่ 16.1%







