คาดรายงานขาดทุน 1Q59 -197%QoQ และ-152YoY
ประเด็นสำคัญในการลงทุน :
- คาดรายงานขาดทุนในไตรมาส 1/59 ราว 548 ล้านบาท : เนื่องจากมีการหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่นเป็นเวลา 46 วันส่งผลให้การใช้กำลังการกลั่นเฉลี่ยเหลือเพียง 54% นอกจากนี้ส่วนต่างผลิตภัณฑ์น้ำมันดีเซลที่ปรับตัวลง 30%QoQ และค่าใช้จ่ายคงที่ที่ไม่สามารถปรับลดได้เมื่อมีการซ่อมบำรุงเป็นปัจจัยกดดันต่อค่าการกลั่นให้ปรับตัวลง 29%QoQ สู่ระดับ 5.65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกทั้งมีผลขาดทุนสต๊อกน้ำมันดิบอีกราว 1.4 พันล้านบาทหลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวลง นอกจากนี้ธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มีผลประกอบการอ่อนตัวลงจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่นที่ต้องรับรู้ค่าใช้จ่ายจากโครงการระหว่างก่อสร้าง อย่างไรก็ตามธุรกิจสถานีจำหน่ายน้ำมันปรับตัวดีขึ้นจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากประชาชนหันมาใช้น้ำมันมากขึ้น
- ผลประกอบการธุรกิจสถานีจำหน่ายน้ำมันปรับตัวดีขึ้น : สถานีจำหน่ายน้ำมันของบางจากมีทั้งสิ้น 1,072 สถานีไม่เปลี่ยนแปลงจากไตรมาสก่อนหน้า แต่มียอดขายรวมเพิ่มขึ้น 5%QoQ สู่ระดับ 1,464 ล้านลิตรต่อไตรมาส เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงส่งผลให้ประชาชนหันมาใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น ขณะที่ค่าการตลาดยังทรงตัวในระดับสูงใกล้เคียงไตรมาสก่อนหน้าที่ 0.9 บาทต่อลิตร
- ผลประกอบการธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์อ่อนตัวลง : BCPG (บริษัทย่อยของ BCP) ดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งมีกำลังการผลิตในปัจจุบันที่ 158 MW โดย 118 MW เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทยมีผลการดำเนินงานทรงตัวเนื่องจากเป็นช่วงฤดูหนาวทำให้มีความเข้มแสงเหมาะสมต่อการผลิตไฟฟ้า ส่วนอีก 13 MW เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่นที่เริ่มดำเนินงานแล้ว แต่คาดว่าจะรับรู้ผลขาดทุนจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในญี่ปุ่นอีก 27 MW ที่กำลังก่อสร้างและมีการรับรู้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเข้ามาทำให้โดยรวมโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ญี่ปุ่นมีผลการดำเนินงานขาดทุน ล่าสุด BCPG ได้ยื่นไฟลิ่งต่อ ก.ล.ต. ในเดือน มี.ค. ที่ผ่านมาซึ่งคาดว่าจะสามารถจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ราวไตรมาส 3-4 ปีนี้
- คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 36 บาท : ฝ่ายวิจัยคาดว่าในไตรมาส 2 ผลประกอบการจะปรับตัวดีขึ้นเนื่องจากไม่มีการหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่นเหมือนในไตรมาส 1 อีกทั้งได้รับผลบวกจากโรงกลั่นที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นเป็นตัวหนุนเพิ่มเติม โดยฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าเหมาะสมด้วยวิธี P/E Ratio โดยอิง Prospective PE ที่ 10.5 เท่าได้ราคาเหมาะสมเหลือ 36 บาท ซึ่งยังสูงกว่าราคาปิดล่าสุด ฝ่ายวิจัยคงคำแนะนำ “ซื้อ”






