เติบโตช้าแต่แข็งแกร่ง
ประเด็นการลงทุน
เรายังคงมองว่า SCC นั้นเหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว แม้ว่าธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างจะยังคงได้รับแรงกดดันจากอุปสงค์ที่อ่อนตัวและการเพิ่มขึ้นของค่าเสื่อมราคาจากโรงงานซีเมนต์ใหม่ แต่กำไรไตรมาส 1/59 ยังคงดูดี หนุนโดยธุรกิจปิโตรเคมีที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้ราคาซื้อขายในปัจจุบันถือว่ายังคงน่าสนใจแม้ว่าราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา โดย SCC ซื้อขายกันที่ PER ปี 2559 ที่ 12.6 ซึ่งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 13 เท่า เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ ด้วยราคาเป้าหมายใหม่ที่ 564 บาท
ประมาณการกำไรไตรมาส 1/59
เราคาด SCC รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/59 ที่ 11.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% YoY และ 2% QoQ การเพิ่มขึ้น YoY มาจากธุรกิจปิโตรเคมีที่แข็งแกร่ง ซึ่งช่วยชดเชยธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างที่อ่อนตัวลง การเพิ่มขึ้น QoQ มาจากธุรกิจปิโตรเคมีและซีเมนต์ที่แข็งแกร่งขึ้น
ธุรกิจปิโตรเคมียังคงดีต่อเนื่อง หนุนกำไรไตรมาส 1/59
อุปทานที่ตึงตัวของสาย PE ส่งผลให้ส่วนต่างราคา HDPE-แนพทาขยายตัวมาอยู่ที่ 752 เหรียญดอลลาร์/ตัน ในไตรมาส 1/59 เพิ่มขึ้นจาก 694 เหรียญดอลลาร์/ตันในไตรมาส 1/58 และ 708 เหรียญดอลลาร์/ตันในไตรมาส 4/58 สำหรับสาย PP แม้ว่าอุปทานใหม่ที่เพิ่มขึ้นจะมีผลให้ให้ส่วนต่างราคา PP-แนพทาเฉลี่ยหดตัว YoY จาก 664 เหรียญดอลลาร์/ตันในไตรมาส 1/58 เป็น 567 เหรียญดอลลาร์/ต้นในไตรมาส 1/59 แต่ยังคงสูงขึ้น QoQ จาก 554 เหรียญดอลลาร์/ตันในไตรมาส 4/58 ทั้งนี้การเพิ่มขึ้นของกำลังการผลิตของ Chandra Asri Petrochemical จาก 600 KTA เป็น 860 KTA หลังปิดปรับปรุงไปในไตรมาส 4/58 น่าจะช่วยหนุนกำไรตามวิธีส่วนได้เสียมากขึ้น กอรปกับกำไรจากสินค้าคงคลังประมาณ 750 ล้านบาทในไตรมาสนี้ (เทียบกับขาดทุนจากสินค้าคงคลัง 930 ล้านบาทในไตรมาส 1/58) และต้นทุนแปรสภาพที่ลดลงจากราคาพลังงานที่ถูกลง เราคาดว่ากำไรของธุรกิจปิโตรเคมีน่าจะเพิ่มขึ้น 82% YoY เป็น 9 พันล้านบาทในไตรมาส 1/59
ธุรกิจซีเมนต์และอุปกรณ์ก่อสร้างอ่อนตัวต่อเนื่อง
อุปสงค์ซีเมนต์ภายในประเทศน่าจะเติบโต 2% YoY ในไตรมาส 1/59 ในขณะที่ราคาน่าจะอยู่ที่ 1,775-1,825บาท/ตันในระหว่างไตรมาส ลดลงจาก1,800-1,850 บาท/ตันในไตรมาส 4/58 และ 1,850-1,900 บาท/ตันในไตรมาส 1/58 เนื่องจากแรงกดดันจากอุปทานใหม่ อย่างไรก็ตามปัจจัยหลักที่ฉุดกำไรธุรกิจซีเมนต์ไม่ใช่ธุรกิจในประเทศที่ชะลอตัว แต่เป็นค่าใช้จ่ายค่าเสื่อมราคาจากโรงงานซีเมนต์ที่เปิดใหม่ในกัมพูชาและอินโดนีเซียและผลประกอบการที่อ่อนตัวลงของธุรกิจวัสดุก่อสร้างตามการบริโภคในประเทศที่อ่อนตัวลง เราคาดว่ากำไรของธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างจะอยู่ที่ 2.1 พันล้านบาทในไตรมาส 1/59 ลดลง 41% YoY แต่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาล 23% QoQ
ปรับลดประมาณการกำไรปี 2559
แนวโน้มของธุรกิจผลิตภัณฑ์เซรามิคและวัสดุก่อสร้างในประเทศมีแนวโน้มอ่อนตัวลงมากกว่าที่เราคาด ยอดขายในประเทศมีแนวโน้มลดลง 3% ในปีนี้เทียบกับเติบโต 3% ที่เราประเมินไว้ก่อนหน้า นอกจากนี้ รายได้จากเงินปันผลจากโตโยต้าน่าจะต่ำกว่าที่เราคาดไว้ก่อนหน้าจากประมาณยอดขายรถในประเทศที่ปรับตัวลงจาก 750,000 คัน (-6%) เป็น 720,000 คัน (-10%) ในปีนี้ ดังนั้น เราปรับลดประมาณการกำไรปี 2559 ลง 4% ที่ 46 พันล้านบาทและปรับลดราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2559 เป็น 564 บาท จาก 575 บาท









