ยังเร็วเกินไปที่จะโดดเด่น
ประเด็นการลงทุน
เราแนะนำให้นักลงทุนรอจังหวะที่เหมาะสมในการลงทุน โดยเน้นจังหวะที่ราคาอ่อนตัวปรับตัวลดลงต่ำกว่า 40 บาทต่อหุ้น ซึ่งคิดเป็นมูลค่าหุ้นที่ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย PER ระยะยาวที่ 25 เท่า ทั้งนี้ตลาดยังไม่ได้สะท้อนแนวโน้มการเติบโตของกำไรรายไตรมาสที่ชะลอตัวลงช่วงไตรมาส 1/59-3/59 เนื่องจากมูลค่าหุ้นยังอยู่ในระดับสูงที่ค่า PER ปี 2559 ที่ 28.9 เท่า หรือสูงกว่าค่าเฉลี่ยปี 2549-2558 อยู่ 0.6 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดย เรายังคงแนะนำ “ถือ” ด้วยราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2559 ที่ 46 บาท คิดเป็นส่วนลดต่อมูลค่า DC อยู่ที่ 15% อิงค่า WACCที่ 8.6% และ terminal growth rate ที่ 2.0%
ตัวเลขสถิติในไตรมาส 1/59 เติบโตไม่น่าตื่นเต้นแม้เป็นช่วงไฮซีซั่น
จากฐานที่สูงในเดือนม.ค.-ก.พ. 2558 รายได้เฉลี่ยต่อห้องในเดือนม.ค.-ก.พ. 2559 คาดเพิ่มขึ้น 1.7% YoY ประกอบไปด้วยอัตราการเข้าพักเติบโต 1.5% มาอยู่ที่ 86.6% แต่อัตราค่าห้องพักทรงตัว YoY– โดยแบ่งเป็นรายได้เฉลี่ยต่อห้องเติบโต 8% ของโรงแรมในกรุงเทพ เติบโต 3% ของโรงแรมที่มัลดิฟส์ แต่หดตัว 1% ของโรงแรมในต่างจังหวัด สำหรับธุรกิจอาหารนั้นอัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิมธุรกิจอาหารใน 2 เดือนแรก อยู่ที่ 1.4% YoY และ อัตราการเติบโตของยอดขายรวมทุกสาขาเติบโต 4.4% แม้ไตรมาส 1/59 จะเป็นช่วงไฮซีซั่น แต่ CENTEL มีแนวโน้มรายงานรายได้ต่อห้องพักที่มีให้บริการและยอดขายสาขาเดิมธุรกิจอาหารที่เติบโตเป็นตัวเลขหลักเดียว YoY
แนวโน้มการเติบโตกำไรรายไตรมาสยังไม่ตื่นเต้นนักจนไตรมาส 4/59
ในไตรมาส 1/59 (ช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวไทย) เราคาดกำไรของ CENTEL จะด้อยกว่ากลุ่มด้วยกำไรหลักที่ทรงตัว Yoy เมื่อเทียบกับกำไรหลักที่คาดจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ YoY ของ ERW ละ MINT สำหรับในช่วงไตรมาส 2-/59-3/59 จะมีการปิดปรับปรุงส่วนที่เหลือของโรงแรม Centara Grand Maldives จำนวน 30 ห้อง (80 ห้องเสร็จไปแล้วในช่วเดือน พ.ค.-พ.ย.2558) ส่งผลให้กำไรมีแนวโน้มเติบโตเพียงปานกลาง YoY ในช่วงไตรมาส 2/59-3/59 ซึ่งเป็นช่วงโลว์ซีซั่น โดยเรามองกำไรรายไตรมาสกลับมาโดดเด่นได้อีกครั้งในไตรมาส 4/59 เนื่องจากจะได้รับประโยชน์เต็มที่จากโรงแรมที่ Maldives กลับมาดำเนินงานอย่างแต็มที่และช่วงไฮซีซั่นของฤดูกาลท่องเที่ยว
เติบโตจากธุรกิจเดิมในปี 2559– ไม่มีโรงแรมที่เป็นเจ้าของเพิ่มเติม
แผนธุรกิจปี 2559 ดูไม่ตื่นเต้นนักเนื่องจากไม่มีโรงแรมที่เป็นเจ้าของเองใหม่เลยในปีนี้ โดยบริษัทตั้งเป้ารายได้ต่อห้องพักที่มีให้บริการเติบโต 6% YoY จากอัตราค่าห้องที่สูงขึ้น 6% ในขณะที่อัตราการเข้าพักยังคงทรงตัวอยู่ที่ 81% ยอดขายสาขาเดิมธุรกิจอาหาร และยอดขายรวมทุกสาขาตั้งเป้าเติบโต 1.0% และ 5.0% ตามลำดับ ทั้งนี้อัตรา EBITDA มาร์จิ้นตั้งเป้าทรงตัว YoY ซึ่งเรามองว่าน้อยเกินไป
โดยเราคาดผลประโยชน์จากรายได้ที่เติบโตขึ้นเทียบกับต้นทุนคงที่ (operating leverage) จะช่วยหนุนให้บริษัทมีอัตรากำไรหลักดีขึ้นได้บ้าง 0.5% YoY ส่งผลให้เราคาดกำไรหลักเติบโต 14% ในปี 2559 ทั้งนี้ CENTEL จะมีจำนวนห้องจากโรงแรมใหม่ที่เป็นเจ้าของเติบโตได้ 10% ในปี 2562 จากโรงแรม 4 ดาว 2 แห่งในมัลดิฟส์ โรงแรม Cosi ในสมุยและพัทยา และโรงแรม 4 ดาว 1 แห่งในดูไบ (เป็น JV โดยบริษัทถือเพียงประมาณ 40%) ซึ่งเรามองว่ายังเร็วเกินไปที่จะนำโรงแรมใหม่ที่เป็นเจ้าของเองนี้มาคำนวณในประมาณการและราคาหุ้น
ยังไม่มีการเข้าซื้อกิจการเพิ่มเเติมในครึ่งแรกของปีนี้้– ยังเร็วเกินไปที่จะเล่นบนการซื้อกิจการใหม่ตอนนี้
สถานะทางการเงินยังคงแข็งแกร่งด้วย อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนสุทธิที่ 0.9 เท่า ณ สิ้นปี 2558 ต่ำที่สุดตั้งแต่ปี 2549 และต่ำกว่านโยบาย ที่ 1.2 เท่าและเงื่อนใขทางการเงินที่ไม่เกิน 2 เท่าอยู่มาก โดยเรามองว่าหากบริษัทต้องการบรรลุเป้ามีทรัพย์สินโรงแรมอย่างน้อย 90 แห่งภายในปี 2563 (มี 42 แห่งในปี 2558) CENTEL มีความจำเป็นต่อการเข้าซื้อโรงแรมเพิ่มเติม โดยบริษัทจะเน้นเข้าซื้อสินทรัพย์ที่มีการดำเนินกิจการอยู่แล้วเป็นเครือทั้งธุรกิจโรงแรมและธุรกิจอาหาร โดยเราคาดเดาว่าการเข้าซื้อกิจหารใหม่จะเกิดได้เร็วที่สุดปลายไตรมาส 3/59








