"IT TAKES TWO TO TANGO"แฟชั่นฮิพๆ ของฝาแฝดผู้รักดนตรี

“IT TAKES TWO TO TANGO” แบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นที่เกิดจากความชอบใน เสียงเพลง การท่องเที่ยว และผ้าไทย มาแปลงกายเสื้อผ้าให้เป็นศิลปะที่สวมใส่ได้
“แทงโก้ จะเต้นคนเดียวไม่ได้ ต้องเต้นสองคน ก็เหมือนกับเราที่เป็นฝาแฝดกัน ธุรกิจของเราดำเนินไปพร้อมกับเสียงเพลง โดยแต่ละคอนเลคชั่นจะเป็นการเอาชื่อเพลงที่เราชอบมาต่อยอดเป็นผลงาน”
เสียงบอกเล่าของฝาแฝดสุดชิค “เอ-สุพัตรา” และ “บี-สุภลักษณ์ ศรบรรจง” เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า IT TAKES TWO TO TANGO (อิท เทคส์ ทู ทู แทงโก้) ที่แบ่งปันให้เราฟัง ในงาน “เทศกาลนวัตศิลป์นานาชาติ 2559” เมื่อวันก่อน
ธุรกิจน้องใหม่เปิดตัวมาได้ประมาณ 1 ปี และเพิ่งผ่านช่วงลองผิดลองถูกมาได้ไม่นาน แต่ผลงานของพวกเธอก็ดูสะดุดตาอยู่มากๆ กับการหยิบจับผ้าไทย ผ้าทอ ผ้าธรรมชาติ มาทำดีไซน์แบบตะวันตก และสร้างลวดลายใหม่ โดยระบายลายเส้นด้วยการปัก จนเกิดเป็นผลงานศิลปะบนผืนผ้า ที่แตกต่างและโดดเด่นกันไปในแต่ละตัว แม้ดูเหมือน..แต่ไม่เหมือน
“พวกเราชอบงานมือ ชอบผ้าไทย ชอบงานชนเผ่า แต่แบบที่เห็นกันอยู่ทั่วๆ ไป ก็ไม่อยากใส่ เพราะไม่ชอบเหมือนกับใคร เลยมาคิดว่า จะทำผ้าไทยอย่างไรให้เราใส่”
ทั้งสองคนบอกจุดเริ่มต้นที่เป็นแรงบันดาลใจให้เดินเข้าสู่วิถีผู้ประกอบการ หลังจากแค่อยากทำเสื้อผ้าในแบบที่ชอบไว้ใส่เอง แต่ด้วยความที่เป็นคนทำอะไรทำจริง อยากรู้เรื่องอะไรก็ต้องลงไปศึกษาให้ถึงราก จึงได้ชวนกันไปหา “ป้าจิ๋ว-ประไพพันธ์ แดงใจ” ผู้ก่อตั้งแบรนด์ 'แม่ฑีตา' แฟชั่นผ้าย้อมครามจากธรรมชาติ เพื่อเรียนรู้การทำผ้าครามจากป้าจิ๋ว
“เราไปอยู่บ้านแกประมาณ 2 อาทิตย์ ไปเรียนรู้ทุกอย่าง มองว่า สีครามคือสีที่โก้ แล้วก็เท่ด้วย และยังเป็นผ้าที่ดีกับสุขภาพ ดีกับไลฟ์สไตล์ของเราเอง ก็เลยรู้สึกอิน และอยากทำอะไรที่เกี่ยวกับคราม”
แต่พอมาทำจริง ก็ไม่ได้ง่ายไปเสียหมด เมื่อคนกรุงหาวัตถุดิบย้อมครามยาก เลยได้รับคำแนะนำจากป้าจิ๋วให้หาวัสดุธรรมชาติรอบๆ ตัว แถวบ้านมีอะไรก็เอาอย่างนั้นมาเป็นสีย้อม เช่น ใบมะม่วง กาบมะพร้าว เหล่านี้เป็นต้น
จนทำสำเร็จได้เป็นเสื้อยืดจากสีย้อมธรรมชาติ สำหรับใส่ออกกำลังกาย ขยับมาทำเสื้อกล้าม และกางเกงขาสั้นสำหรับใส่ออกกำลัง รับเทรนด์คนรักสุขภาพในยุคนี้
ก่อนพัฒนาจากงานผ้าย้อมมาสู่งานปัก สร้างลวดลายสุดฮิพ และแพทเทิร์นเสื้อผ้าที่หลากหลายขึ้น
“เราเริ่มคิดว่า ย้อมอย่างเดียวไม่ได้แล้ว ต้องสร้างลายด้วย จึงเอางานปักเข้ามาร่วม เกิดเป็นลวดลายใหม่ ที่ใช้การปักมาอยู่กับงานย้อม” สองพี่น้องบอก
การสร้างผลงานบนผืนผ้า ไม่ต่างจากการทำงานศิลปะ พวกเธอใช้แรงบันดาลใจจากเพลงที่ชอบ มาใช้ในการดีไซน์ อย่าง คอนเลคชั่นกะลาสีเรือ ที่ได้แรงบันดาลใจจากเพลง "Yellow Submarine" ของ The Beatles ชุดเสื้อกล้ามผ้าย้อมเจ็ดสีจากเพลง “Sing Me a Rainbow” ของ Tom Waits ลวดลายเม็ดฝนบนผืนผ้า ก็มาจากเพลง “When Sunny Gets Blue” เดรสเท่รูปมือล้วงกระเป๋าที่มาจากเพลง “Stone In My Pocket” เป็นต้น
“เพลงสากลเปิดช่องว่างให้เราจินตนาการ และให้อิสระในการตีความ” ทั้งสองบอกความปลาบปลื้มของเสียงเพลง ที่วันนี้ใช้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงาน จนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของแบรนด์ IT TAKES TWO TO TANGO ไปแล้ว
หลังทำผลงานออกมาได้ประมาณ 7 คอลเลคชั่น โดยแต่ละคอนเลคชั่นก็จะมีแค่ไม่กี่ตัว ทั้งสองทดลองเปิดตลาดทั้งผ่านช่องทางออนไลน์ โดยใช้ ไลน์ อินสตาแกรม และเฟซบุ๊ก (www.face.book.com/It takes two to tango) รวมทั้งออกงานแสดงสินค้าต่างๆ อย่าง NAP งานศิลปะโปรดักดีไซน์ บนถนนนิมมานเหมินทร์ จ.เชียงใหม่ งานบ้านและสวนที่กรุงเทพ และเทศกาลนวัตศิลป์นานาชาติ เป็นต้น ด้วยราคาขายตั้งแต่ 1,800-5,500 บาท
หลายคนอาจตั้งคำถามว่า งานแนวขนาดนี้จะขายได้หรือ? แถมยังตั้งราคาไม่ถูกเสียด้วย คำถามเหล่านี้จะหายไปทันที เพราะพวกเธอเริ่มจาก วางแผนออกงานที่ใช่ และไปหาลูกค้าให้ถูกกลุ่ม
“พอเปิดตลาด เราถึงพบว่า ลูกค้าเราเป็นเฉพาะกลุ่มจริงๆ คือกลุ่มที่เป็น ‘อาร์ทติสต์’ อย่าง คุณครูที่สอนศิลปะ พวกอาร์ทไดเรคเตอร์ คนทำงานโฆษณา หรือคนที่ชอบเสพงานอาร์ท ชอบงานศิล์ปจริงๆ รวมไปถึงพวกแฟชั่นนิสต้าที่ไม่ชอบความจำเจ และไม่อยากซ้ำกับใคร ก็จะมาเป็นลูกค้าเรา เรียกว่า เป็นกลุ่มที่ชัดเจนมาก”
ทั้งสองยอมรับว่ากลุ่มนี้อาจมีไม่เยอะ แต่มีความต้องการอยู่ ที่สำคัญมีพฤติกรรมในการซื้อที่น่าสนใจสุดๆ
“คนที่ชอบงานแบบนี้ ถ้าชอบเขาซื้อเลยนะ ไม่ต่อราคา และราคาไม่เป็นผลกับการตัดสินใจ เขายอมจ่ายในสิ่งที่ชอบ” พวกเธอบอก
การออกงานไม่แค่ทำให้มองเห็นลูกค้าชัดขึ้น ทว่ายังช่วยเปิดตาให้เห็นปัญหาในผลงานของตนเองด้วย ตั้งแต่เรื่องพื้นๆ อย่าง ยังมีไซส์ที่จำกัด เพราะคนทำพัฒนามาจากไซส์ของตัวเอง ที่ร่างสูงใหญ่กันทั้งคู่ พอเห็นปัญหาเลยต้องมาพัฒนาไซส์ให้เล็กลง หลากหลาย และเหมาะกับผู้หญิงไทยมากขึ้น ขณะที่ยังมีอีกหลายคนที่ชอบสินค้า แต่ราคาอาจเอื้อมไม่ถึง ซึ่งเหตุผลหนึ่งที่เสื้อผ้าของพวกเธอมีราคาค่อนข้างสูงอยู่บ้าง เพราะการเลือกใช้วัสดุที่ไม่ถูก ไม่ว่าจะเป็น ผ้าทอ หรือผ้าผืน ซึ่งนั่นเป็นต้นทุนสำคัญของชิ้นงาน ซึ่งในอนาคตก็มองที่จะเปลี่ยนวัสดุเป็นอย่างอื่นด้วย เช่น ผ้ายืดย้อมสี แล้วนำมาทำดีไซน์ในแบบ IT TAKES TWO TO TANGO เพื่อทำราคาให้ถูกลง จนขยายฐานไปสู่ลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ได้
เอและบี ไม่ได้เริ่มจากการเป็นนักออกแบบเสื้อผ้าที่เก่ง ทำแพทเทิร์นไม่เป็น วาดรูปไม่ได้สวย แม้แต่การปักผ้า ก็ยังเป็นเรื่องยากสำหรับคนทั้งสอง แต่การทำงานที่ผ่านมาสำเร็จได้ก็ด้วยแรงผลักสำคัญ ที่ชื่อ “ความเชื่อ”
“การทำอะไรก็ตามด้วยความตั้งใจ โดยไม่มีแรงกดดัน และไม่บล็อกตัวเอง เราจะทำออกมาได้ดี เพราะตัวเรายังทำอะไรได้อีกมาก ขอแค่คิดว่า เราทำได้ เหมือนกับที่เขาว่า ยากเท่าที่คิด ง่ายเท่าที่คิด” พวกเธอบอก
ส่วนการที่จะทำให้ได้ผลงานที่ไปไกลกว่าแค่คำว่า “ทำได้” ก็คือ การพัฒนาผลงานของตัวเองอย่างไม่หยุดนิ่ง และเรียนรู้อะไรใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา เพื่อนำมาปรับใช้กับผลงาน โดยไม่ยึดติด และปลดปล่อยใจให้เป็นอิสระ
“ทุกวันนี้เราเริ่มเห็นแสงแล้ว เพราะคนที่ชอบงานมีมากขึ้น มีกลุ่มลูกค้าที่ค่อนข้างชัดเจน แต่อย่างไรก็ยังต้องทำต่อไปเรื่อยๆ สิ่งสำคัญไม่ใช่คำชม แต่คือ คำติ และคำตินี่แหล่ะที่จะเป็นแรงผลักดันเรา คำว่า ‘แต่’ ของลูกค้า จะช่วยให้เราปรับปรุงตัว และทุกครั้งที่ออกงานก็จะได้การบ้านใหม่ๆ กลับไปทุกครั้ง เพื่อปรับตัวเราเองต่อไปไม่หยุดนิ่ง”
ธุรกิจพี่น้องใช้เงินลงทุนประมาณ 2 แสนบาท โดยเอาเงินจากการท่องเที่ยวที่พวกเธอหยุดแผนไว้ชั่วคราว แล้วมาเดินทางหาประสบการณ์ในโลกธุรกิจ คนอื่นทำธุรกิจหวังให้ใหญ่ให้โต แต่ทั้งสองกลับขอแค่..ให้มีเงินไปเที่ยวก็พอแล้ว
เพราะสิ่งที่สำคัญไปกว่าการทำธุรกิจ คือยังได้ใช้ชีวิตในแบบที่ชอบ เหมือนสิ่งที่เกิดกับ IT TAKES TWO TO TANGO ในวันนี้
.................................
Key to success
โดดเด่นอย่าง IT TAKES TWO TO TANGO
๐ เกิดจากความรักใน ‘ท่องเที่ยว เพลง และผ้าไทย’
๐ ดีไซน์แปลกตา ผสมงานย้อมกับงานปัก
๐ เป็นงานศิลปะ โดดเด่น ไม่ซ้ำแบบใคร
๐ สนองใจเหล่าศิลปิน คนรักศิลปะ
๐ มีเพลงเป็นแรงบันดาลใจ สร้างผลงานแตกต่าง
๐ เลือกตลาดให้ถูก เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายตัวจริง
๐ พัฒนาไม่หยุดนิ่ง คำติ สำคัญกว่า คำชม







