"สมคิด" กล่อมเอกชนช่วยสร้างสตาร์ทอัพ หวังดันเศรษฐกิจประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลต้องการให้บริษัทเอกชนขนาดใหญ่ เช่น บริษัทจดทะเบียนในเซ็ท 100 มามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยโครงการประชารัฐ ด้วยการลงทุนด้านนวัติกรรม เทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ พร้อมทั้งมีส่วนร่วมในการสร้างผู้ประกอบการรายใหม่ หรือกลุ่มสตาร์ทอัพ เพื่อให้เศรษฐกิจมีโอกาสเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว หลังจากหลังจากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเติบโตยากมาก เพราะมาจากผลิตผลิตที่มีราคาต่ำ ไม่มีสิ่งที่เพิ่มราคาได้ จึงแข่งด้วยแรงงานราคาถูก ขาดแคลนความคิดสร้างสรรค์
“เอกชนต้องใช้วิกฤติให้เป็นโอกาสในการเปลี่ยนแปลง การถือเงินสดไว้แล้วไม่ลงทุนอาจจะดูเท่ห์เมื่อ 10 ปีก่อน แต่ถ้าไม่ลงทุนในช่วงนี้ มั่นใจได้อย่างไรว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าจะสู้คู่แข่งได้ ซึ่งการลงทุนในช่วงนี้นับเป็นนาทีทอง เพราะรัฐบาลมีสิทธิประโยชน์ให้มากหมาย นำเงินลงทุนมาหักค่าใช้จ่ายได้ถึง 2 เท่า”
ทั้งนี้ ไทยจะต้องเริ่มปรับเปลี่ยนแนวคิด วิธีการสร้างเศรษฐกิจไทยใหม่ ด้วยการร่วมมือกันระหว่างรัฐ เอกชน และมหาวิทยาลัย เหมือนในประเทศเกาหลีใต้ที่มีการดึงศักยภาพคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ในอนาคตได้ โดยให้ภาครัฐและเอกชนรายใหญ่ มหาวิทยาลัยมาร่วมกันหางบประมาณให้วิจัย หาเงินทุนมาช่วย จนกระทั่งเกิดเป็นธุรกิจใหม่ได้ จาก 1 บริษัทสามารถสร้างสตาร์ทอัพๆได้ 100 หรือ 1 พันบริษัท
“ไทยจะก้าวเข้าสู่ยุค 4.0 ใช้นวัติกรรม เทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ในการบุกเบิกการแข่งขัน สร้างนักรบธุรกิจใหม่ให้เศรษฐกิจ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ ต้องใช้พลังประชารัฐรวมกัน เอกชนมาร่วมกับรัฐ มหาลัยมาเสริม สร้างชุมชุนให้เข้มแข้ง ถ้านโยบายไม่เปลี่ยนแปลงบ่อย ภายใน 3-4 ปีจะสร้างมิติใหม่ของเศรษฐกิจไทยขึ้นมาได้”
สำหรับการดูแลภาวะเศรษฐกิจในช่วงนี้ รัฐบาลพยายาม ประคองเศรษฐกิจไม่ให้ทรุด ให้สามารถยืนเหนือระดับ 3%ได้ กลุ่มไหนมีปัญหา ลำบาก ต้องเตรียมเงินเข้าไปช่วย และต้องช่วยอย่างมีเป้าหมาย ไม่ใช่ว่าช่วยโดยสูญเปล่า ไร้คุณค่าต่อระบบเศรษฐกิจ หลายมาตรการจะทยอยออกมาเพื่อหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไว้ก่อน เพราะกว่าที่เม็ดเงินจะลงไปข้างล้างได้หมด ใช้เวลาเป็นเดือน เพราะเกรงว่าจะเกิดภาวะสุญญากาศขึ้น เพราะไม่รู้ว่าการส่งออกจะลดลงอีกเท่าไหร่
อย่างไรก็ตาม ปัญหาเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเกิดจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก แต่อีกส่วนเกิดจากปัญหาทางโครงสร้าง ที่ไทยไม่ได้ปรับเปลี่ยน มีการพึ่งพิงการส่งออกถึง 70% และส่งผลให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำ ทำให้คนไม่มีเงิน อำนาจซื้อก็ไม่มี รัฐบาลจึงต้องเติมเงินสินเชื่อเข้าไป บางคนห่วงว่าทำให้หนี้ครัวเรือนสูง แต่หากสินเชื่อที่เติมเข้าไป เช่นสินเชื่อธกส.สามารถสร้างรายได้ในอนาคตได้ ทำให้โครงสร้างพื้นฐานแข็งแรงขึ้น เกษตรกรแข็งขึ้น









