วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สรรพากร' ยันลดภาษีกินเที่ยวทุกคนได้ประโยชน์

"อธิบดีสรรพากร" ชี้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์มาตรการลดหย่อนภาษี "กิน-เที่ยว" เผยแบบสอบถามลงทะเบียนคนจนเสร็จแล้ว

นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากรกล่าวถึงกรณีที่มองว่าการลดหย่อนภาษีสำหรับการกินอาหารและท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์เป็นการช่วยคนชั้นกลาง ส่วนคนรายได้น้อยไม่ได้รับประโยชน์จากนโยบายดังกล่าว โดยยืนยันว่า คนรายได้น้อยจะได้ประโยชน์ทางอ้อม เพราะเมื่อมีการกระตุ้นใช้จ่าย จะช่วยทำให้เศรษฐกิจมีความคึกคักขึ้น คนรายได้น้อยก็จะมีรายได้มากขึ้น โดยเงินที่ใช้จ่ายจากคนชั้นกลางนั้นจะหมุนไปในเศรษฐกิจ 3-4 รอบ สุดท้ายต้องตกไปอยู่ที่มือของคนรายได้น้อย และ กลุ่มลูกจ้างร้านอาหาร โรงแรม ที่เมื่อมีคนไปเที่ยวไปกินมากขึ้น กลุ่มคนเหล่านี้มีรายได้มากขึ้น

“นโยบายที่ออกมาเป็นนโยบายการกระตุ้นการใช้จ่าย ดังนั้น ต้องให้คนชั้นกลางที่มีเงิน และกำลังคิดไปเที่ยวต่างประเทศ หันมาเที่ยวในประเทศ กินใช้ ประเทศแทน คนรายได้น้อยจะได้รับประโยชน์ทางอ้อม แม้ไม่ได้รับทางตรงก็ตาม”

ทั้งนี้ ภาพรวมของนโยบายแล้ว ถือว่า ทุกคนก็จะได้รับประโยชน์ แม้สรรพากรจะเสียรายได้จากการนำรายจ่ายดังกล่าวมาหักลดหย่อนภาษีจำนวน 1.5 หมื่นบาทต่อคน แต่กรมฯก็จะมีรายได้ทั้งทางตรงและทางอ้อมเข้ามาจากการใช้จ่าย โดยรายได้โดยตรงก็จะมาจากภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่วนทางอ้อมนั้น เมื่อเกิดการใช้จ่าย ผู้ประกอบการก็จะมีรายได้มากขึ้น ซึ่งผลกำไรที่ได้ ก็จะนำมาสู่การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล

สำหรับการลงทะเบียนคนจนนั้น กรมสรรพากรได้ช่วยกระทรวงการคลังในการคิดแบบสอบถาม เพื่อให้คนรายได้น้อยลงทะเบียน โดยแบบสอบถามดังกล่าว จะทำในลักษณะให้มีการใส่เครื่องหมายถูกในข้อที่ใช่ โดยมีรายละเอียดในการสอบการสอบถามประมาณ 3 หน้ากระดาษเอ 4 หัวข้อที่สำคัญ คือ รายได้ อาชีพ ที่อยู่ แต่หากมีการแจ้งข้อมูลเท็จ ทางการก็คงไม่ได้มีบทลงโทษอะไร เพียงแต่บุคคลคนนั้น ก็จะไม่ได้รับสวัสดิการกับรัฐ โดยกรมฯและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสามารถตรวจเช็คข้อมูลระหว่างกันเพื่อสอบทานข้อมูลที่เป็นจริงได้

“รัฐบาลจะเปิดให้มีการลงทะเบียนผ่านแบงก์รัฐ และ คงมีมาตรการจูงใจในการลงทะเบียนให้ ซึ่งขณะนี้ ทางกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการหารือ แต่ที่แน่นอน เมื่อมีการลงทะเบียนแล้ว และมีการตรวจสอบข้อมูลแล้ว บุคคลที่เข้าข่ายเป็นบุคคลที่มีรายได้น้อย ก็จะได้รับสวัสดิการที่รัฐเตรียมไว้ให้”

สำหรับสวัสดิการที่ได้เป็นสวัสดิการที่รัฐดำเนินอยู่แล้วบางส่วน อาทิ ขึ้นรถเมล์ รถไฟฟรี เบี้ยยังชีพคนชรา รักษาพยาบาลฟรี ซึ่งการให้ลงทะเบียนช่วยทำให้รัฐสามารถออกสวัสดิการได้ตรงจุด อาทิ กรณีเบี้ยยังชีพคนชราที่ให้อยู่ 600 บาท หากพบว่า กลุ่มคนชราที่รวยบางกลุ่มไม่ต้องการรับสวัสดิการ อาจจะเพิ่มให้เป็น 1,200 บาทก็ได้ และในการจ่ายสวัสดิการในอนาคตจะโอนโดยตรงไปที่บัตร หรือบัญชีอี-เพย์เมนต์ที่ให้ไว้กับภาครัฐ เป็นการลดการรั่วไหล และทุจริตได้