วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

คลังอ้อนแบงก์ลดดอกเบี้ยกระตุ้นเศรษฐกิจ

"ปลัดคลัง" ขอความร่วมมือแบงก์พาณิชย์ "ลดดอกเบี้ย" กระตุ้นเศรษฐกิจ ชี้นโยบายการเงิน-การคลังต้องไปด้วยกัน ระบุรัฐคงไม่สามารถอัดฉีดเงินได้ตลอด

วานนี้ (31 ม.ค.) นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานการลงนามความร่วมมือในโครงการค้ำประกันสินเชื่อผู้ประกอบการรายย่อย ระยะที่ 2 ระหว่างบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)และสถาบันการเงิน 17 แห่ง โดยปลักกระทรวงคลังได้ขอความร่วมมือให้สถาบันการเงินปรับลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อหนุนนโยบายการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

นายสมชัย เปิดเผยว่า อยากให้สถาบันการเงินเอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย และประชาชน เพราะรัฐบาลเองคงไม่สามารถอัดฉีดเงิน หรือแจกเงินได้ทุกวัน เพราะทำไปก็โดนด่าว่าประชานิยม ซึ่งในการดูแลเศรษฐกิจนโยบายทางการคลัง และนโยบายการเงินต้องเดินไปด้วยกันในช่วงนี้

“ขณะนี้ดอกเบี้ยของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFI) ก็ต่ำกว่าเอกชนอยู่แล้ว แต่อยากให้แบงก์เอกชนช่วยด้วย โดยเฉพาะดอกเบี้ยสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย เพราะนโยบายการคลังอย่างเดียวคงไม่เพียงพอในการดูแลเศรษฐกิจ ถ้าต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจก็ต้องขอความร่วมมือกับสถาบันการเงินเอกชนด้วย ซึ่งแม้เศรษฐกิจไม่ดี แต่สถาบันการเงินเอกชนก็กำไรสูง”

อย่างไรก็ตาม กระทรวงคลังคงไม่ได้ไปบังคับให้มีการลดดอกเบี้ย เพราะทำไม่ได้อยู่แล้ว แต่ก็จะขอความร่วมมือโดยประกาศผ่านสื่อ เพราะการลดดอกเบี้ยแบงก์เอกชนต้องมีการวิเคราะห์เอง เพราะมีเรื่องการคำนึงถึงประโยชน์ของผู้ถือหุ้นด้วย

สำหรับกรณีการแจกเงินให้ผู้มีรายได้น้อยนั้น คงเป็นไปตามที่นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้สัมภาษณ์ไว้ว่าไม่จำเป็นต้องแจกแล้ว แต่โครงการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย 19 ล้านคนยังมีอยู่ ซึ่งเกณฑ์ของผู้มีรายได้น้อยเป็นไปตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้สัมภาษณ์ไป

“ถ้ารัฐมนตรีบอกว่าไม่จำเป็นแล้ว ก็คงต้องไม่จำเป็น การลงทะเบียนไม่ได้ทำเพื่อไปแจกเงิน ถ้าประชาชนไม่ มาลงทะเบียนก็ไม่มีสิทธิ์ในสวัสดิการที่รัฐจะออกในในอนาคต เพราะต่อไปในสวัสดิการบางเรื่องที่รัฐจะให้ประชาชนจะมีเงื่อนไขว่า ต้องเป็นผู้มีรายได้น้อย ถ้าไม่ลงทะเบียนไว้จะไม่ได้สวัสดิการดังกล่าว ตรงนี้ถือเป็นสิ่งที่จูงใจประชาชน ไม่จำเป็นต้องแจกเงินใดๆ”

สำหรับการปล่อยกู้ผู้ประกอบการรายย่อยนั้น จะมีการหารือกับทางบสย.ให้มีการปรับปรุงเงื่อนไขและโครงการที่มีอยู่ ตามข้อเสนอของธนาคารพาณิชย์ เพื่อจูงใจให้ธนาคารพาณิชย์หันมาปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการมากขึ้น จากปัจจุบันผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกว่า 2.7 ล้านราย เข้าถึงแหล่งเงินทุนพียง 5 แสนรายเท่านั้น ซึ่งเมื่อได้ข้อสรุปแล้ว ให้เสนอมาที่กระทรวงการคลัง เพื่อเสนอ ครม.อนุมัติต่อไป

ด้านนายนิธิศ มนุญพร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บสย. กล่าวว่า โครงการค้ำประกันสินเชื่อ Micro โครงการระยะที่ 1 ที่สิ้นสุดไปเมื่อปีที่แล้ว ได้ปล่อยเต็มวงเงินของโครงการที่ 5 พันล้านบาท เป็นจำนวนรายที่ได้รับการค้ำประกัน 4.96 หมื่นราย สำหรับโครงการค้ำประกันสินเชื่อ Micro finance ระยะที่2 ครม.ได้อนุมัติวงเงินค้ำประกัน 1.35 หมื่นล้านบาท ระยะเวลาโครงการถึงสิ้นปี 2560

โดยคุณสมบัติของผู้กู้ในโครงการนี้ จะต้องมีทรัพย์สินถาวรไม่รวมที่ดินไม่เกิน 5 ล้านบาท คาดว่า จะสามารถค้ำประกันให้ผู้ประกอบการรายย่อยได้ ประมาณ 1.35 แสนราย โดยอายุโครงการจะสิ้นสุดในปีนี้หรือขึ้นอยู่กับว่าวงเงินจะหมด

สำหรับยอดการค้ำประกันของ บสย.ในช่วง3 เดือนแรกของปีนี้ อยู่ที่ 2.5 หมื่นล้านบาท โดยมีเป้าหมายรวมอยู่ที่ 1 แสนล้านบาท สำหรับในปีที่แล้ว บสย.สามารถค้ำประกันสินเชื่อได้ 1 แสนบ้านบาท จากเป้าหมาย 8 หมื่นล้านบาทยอดสะสมคงค้างของ บสย.ในปัจจุบันอยู่ที่ 3.15 แสนล้านบาท คิดเป็นจำนวนราย 1.6 แสนราย