วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

CPF - ซื้อ

กำไรจะกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปี 2559

ราคาหุ้น CPF ปรับตัว underperform SET อยู่ 23% ในปี 2558 สะท้อนถึงกำไรปกติปี 2558 ระดับต่ำ (-63% YoY) ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์สัตว์บกกับต้นทุนอาหารสัตว์ที่กว้างขึ้นในระยะหลังนี้และปริมาณกุ้งที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ช่วยหนุนให้ราคาหุ้น CPF กลับมาปรับตัว outperform SET อยู่ 8% YTD เรามองว่าราคาหุ้น CPF ยังไม่ได้สะท้อนกำไรที่คาดว่าจะฟื้นตัวเพิ่มขึ้นขึ้นสู่ 7.4 พันล้านบาท (+192% YoY) ในปี 2559 โดยได้รับปัจจัยหนุนจากธุรกิจสัตว์บกและธุรกิจสัตว์น้ำในประเทศไทยที่ปรับตัวดีขึ้น, ส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจใหม่ในรัสเซีย, และส่วนแบ่งกำไรจาก CPALL ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น แนะนำ “ซื้อ” และราคาเป้าหมายที่คำนวณได้จากวิธี SOTP ที่ 30 บาท 

พัฒนาการเชิงบวกจะช่วยสนับสนุนกำไรไตรมาส 1/59 ในช่วง 2 เดือนแรกปี 59 ส่วนต่างราคาไก่เนื้อและสุกรกับต้นทุนอาหารสัตว์ปรับตัวเพิ่มขึ้น 8% และ 9% จากปี 2558 และเพิ่มขึ้น 13% และ 28% จากฐานต่ำในไตรมาส 1/58 โดยได้รับปัจจัยหนุนจากราคาผลิตภัณฑ์ที่ปรับตัวดีขึ้นหลังจากปรับอุปทานและต้นทุนอาหารสัตว์ปรับตัวลดลง ปริมาณขายกุ้งในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการทำฟาร์มกุ้งที่ประสบความสำเร็จมากขึ้นหลังจากเกิดวิกฤตโรค EMS เมื่อรวมกับราคากุ้งที่สูงขึ้นในช่วง 2 เดือนแรกปี 59 (+19% จากปี 2558 และ +8% จากไตรมาส 1/58) หลังจากเกิดโรคระบาดในกุ้งในอินเดียและเวียดนาม จะกระตุ้นให้ผู้เลี้ยงกุ้งเพิ่มปริมาณผลผลิต เราคาดว่า CPF จะรายงานกำไรไตรมาส 1/59 เพิ่มขึ้น YoY หลักๆ เกิดจากธุรกิจสัตว์บกและธุรกิจสัตว์น้ำในประเทศไทยที่ปรับตัวดีขึ้น และส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจสัตว์ปีกในรัสเซียที่เข้าซื้อมาเมื่อปลายปี 2558 และเพิ่มขึ้น QoQ จากปัจจัยฤดูกาล

กำไรจะปรับตัวดีขึ้นมากในปี 2559 กำไรปกติของ CPF มีแนวโน้มกลับมาเติบโต 192% YoY สู่ 7.4 พันล้านบาทในปี 2559 โดยได้รับปัจจัยหนุนจาก 1) ธุรกิจสัตว์ที่ปรับตัวดีขึ้นจากการปรับอุปทานภายในประเทศ และปริมาณขายในประเทศกับปริมาณส่งออกที่สูงขึ้น 2) ธุรกิจกุ้งที่มีแนวโน้มดีขึ้น เพราะปริมาณกุ้งในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่ได้รับผลกระทบจากโรค EMS ในปี 2555; 3) ส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นจากกิจการต่างประเทศหลังจากบริษัทเข้าซื้อธุรกิจสัตว์ปีกในรัสเซียตอนปลายปี 2558 และ 4) ส่วนแบ่งกำไรจาก CPALL ที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้กำไรปกติที่เติบโต 192% นั้น 40% จะเกิดจากธุรกิจใหม่ในรัสเซีย, 45% จะเกิดจากส่วนแบ่งกำไรจาก CPALL ที่เพิ่มขึ้น, และที่เหลือจะเกิดจากผลการดำเนินงานของธุรกิจหลักที่ปรับตัวดีขึ้น

เป้าหมายระยะยาว CPF ตั้งเป้ายอดขายเติบโต 10% ในระยะ 5 ปีข้างหน้า โดยจะมุ่งเน้นใช้ความเชี่ยวชาญของบริษัทในการกระจายรายได้และลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศที่ปริมาณการบริโภคเนื้อสัตว์เติบโตสูง นอกจากนี้บริษัทก็วางแผนลงทุนเพิ่มในธุรกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่มผ่านทางการขยายผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมรับประทานและอาหารแปรรูป CPF ตั้งเป้าสัดส่วนยอดขายจากธุรกิจอาหารสัตว์, ธุรกิจการเลี้ยงสัตว์, และธุรกิจอาหารที่ 52%, 33%, 15% ในปี 2563 (เทียบกับ 52%, 36%, 12% ในปี 2558) โดยหลักๆ จะเร่งเพิ่มสัดส่วนยอดขายอาหารในประเทศไทย การมีสัดส่วนยอดขายจากธุรกิจการเลี้ยงสัตว์น้อยลง น่าจะทำให้อัตรากำไรของ CPF มีความผันผวนน้อยลงในระยะยาว

แนะนำ “ซื้อ” และราคาเป้าหมายปลายปี 2559 ที่คำนวณได้จากวิธี SOTP ที่ 30 บาท เราชอบ CPF เพราะกำไรมีโมเมนตัมเป็นบวกตั้งแต่ไตรมาส 1/59 และกำไรจะกลับมาเติบโตสูงที่สุด (+192% YoY) ในกลุ่มอาหาร ซึ่งเราเชื่อว่ายังไม่ได้สะท้อนในราคาหุ้น เราคำนวณราคาเป้าหมายปลายปี 2559 ด้วยวิธี SOTP ได้ที่ 30 บาท/หุ้น ซึ่งประกอบด้วย 1) มูลค่าเงินลงทุนใน CPALL ที่ 25 บาท/หุ้น (ถือหุ้น 35% ใน CPALL โดยใช้มูลค่าเหมาะสมของ CPALL ที่ 58 บาท); 2) มูลค่าธุรกิจหลักที่ 5 บาท/หุ้น (ใช้ PE 18 เท่าสำหรับธุรกิจอาหารสัตว์, PE 16 เท่าสำหรับธุรกิจการเลี้ยงสัตว์, และ PE 20 เท่าสำหรับธุรกิจอาหาร)