พักฐาน
คาดหุ้นไทยวันนี้ซื้อขายในกรอบแคบโดยนักลงทุนไทยน่าจะระมัดระวังหลังจากเหตุระเบิดจากการก่อการร้ายที่กรุงบรัสเซลส์ แม้ว่าความต้องการการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดโลกกลับมาฟื้นตัวและชี้ให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวอย่างรวดเร็วของนักลงทุน ตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีจากยุโรปและปานกลางจากสหรัฐน่าจะช่วยรองรับความผันผวนของตลาดได้ ปัจจัยภายในประเทศเป็นกลางเป็นส่วนใหญ่ จุดสนใจวันนี้อยู่ที่การประชุม กนง. ซึ่งนักลงทุนหลายคนมองว่า ธปท.จะปรับลดดอกเบี้ยจากการที่เงินบาทแข็งค่าเร็วๆนี้ แต่เราเห็นตรงกันข้าม
หุ้นเด่นวันนี้: KKP(Bt45.75; ซื้อ; ราคาเป้าหมายปี 59 ของ AWS 50.00 บาท)
ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) เป็นหุ้นแนะนำในวันนี้เนื่องจากการคาดการณ์ของการเติบโตของสินเชื่ออย่างแข็งแกร่ง มูลค่าที่ถูก อัตราเงินปันผลตอบแทนที่น่าสนใจ และมีสัญญาณทางเทคนิคที่แข็งแกร่ง ในปีนี้ ธนาคารตั้งเป้าสินเชื่อเติบโตมากถึง 15% โดยจะมุ่งเน้นไปยังกลุ่มที่มีฐานต่ำ ซึ่งธนาคารวางแผนที่จะขยายสินเชื่อรายย่อยผ่านตัวแทนขายตรงทั้งการขายทางโทรศัพท์และแบบตัวต่อตัว การให้สินเชื่อรายย่อยดังกล่าวจะเน้นไปที่สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อเอสเอ็มอี และสินเชื่อที่อยู่อาศัยเนื่องจากสินเชื่อเหล่านี้คิดเป็นเพียงแค่ 2.5% จากพอร์ตสินเชื่อปี 58 ทั้งหมด นอกจากนี้ KKP จะเน้นการปล่อยสินเชื่อสำหรับกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่อีกด้วย โดยใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์ธุรกิจที่ภัทรมีกับกลุ่มลูกค้าบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และบริษัทขนาดใหญ่อื่นๆ ในการขยายบริการทางการเงินของธนาคาร อีกทั้ง สินเชื่อ Lombard ซึ่งเป็นสินเชื่อหมุนเวียนอเนกประสงค์สำหรับกลุ่มลูกค้า Wealth Management ที่ได้เปิดตัวในไตรมาส 3/58 คาดว่าจะยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องเนื่องจากปัจจุบันสินเชื่อดังกล่าวคิดเป็นเพียงแค่ 0.7% เท่านั้น ในแง่ของการประเมินมูลค่า หุ้น KKP ค่อนข้างน่าสนใจเนื่องจากปัจจุบันซื้อขายกันในอัตราส่วนราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชีที่ถูกที่ 0.98 เท่า และยังมีอัตราเงินปันผลตอบแทนที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่ 5.3% เราคาดการณ์กำไรจะเติบโตที่ 13.8% และ 16.7% ในปี 59 และปี 60 ตามลำดับ Price Pattern ของ KKP ยังคงมีความแข็งแกร่งอย่างมากในแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) จากการเกิดทั้ง Daily, Weekly, & Monthly Buy Signal การอ่อนตัวของ KKP หากเกิดขึ้นจึงถือเป็นโอกาสในการเข้าทยอยเก็บหุ้นตัวนี้นั่นเอง โดยเมื่อพิจารณา Price Pattern ของ KKP ที่สามารถ Break เป้าหมายเบื้องต้นที่ 45 บาทไปแล้วนั้น บ่งบอกว่าจะเห็นการปรับตัวขึ้นรอบใหม่ โดยมีเป้าหมายถัดไปอยู่ที่ 50 บาท ซึ่งหาก Price Pattern ของ KKP ยังมีความแข็งแกร่งมากพอ โดยสามารถ Break ด้วยการปิดตลาดเหนือ 50 บาทได้สำเร็จ ก็จะเห็นการปรับตัวขึ้นไปต่อเพื่อทดสอบเป้าหมายสำคัญที่ 54.75 บาท ตามลำดับ โดยมีจุด Stop Loss ในรอบนี้อยู่ที่ 44.75 บาท (Resistance: 46.00, 46.50, 47.00; Support: 45.25, 44.75, 44.25)
ปัจจัยสำคัญ
ประเด็นในประเทศ:
• คาด กนง. คงดอกเบี้ย คาดคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมวันนี้ วาระการประชุมได้แก่ การกำหนดอัตราดอกเบี้ยและแผนจะลดคาดการณ์ GDP ของประเทศสำหรับปี 59 เนื่องจากความเสี่ยงขาลงที่เพิ่มขึ้นจากมุมมองเมื่อ ธ.ค. โดยปัจจุบันเจ้าหน้าที่ ธปท. ยังคาดการณ์การเติบโตอยู่ที่ 3.5% ตามที่ผู้ว่าฯ ธปท.ได้ออกมาพูดล่าสุดว่านโยบายการเงินไม่ใช้เครื่องมือที่เหมาะสมในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการแข็งค่าของค่าเงินบาทตอนนี้เป็นแค่ระยะสั้น เราคาดว่า กนง.จะคงดอกเบี้ยที่ 1.5% (AWS)
• เห็นชอบสินเชื่อบ้านประชารัฐ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบโครงการสินเชื่อบ้านประชารัฐวงเงินรวม 7 หมื่น ลบ. ผู้เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ ผู้ไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยมาก่อน (รวมข้าราชการ) และเป็นผู้มีรายได้น้อยหรือรายได้ไม่แน่นอน ยกเว้น กรณีซ่อมแซม ซึ่งมูลค่าของที่ดินและที่อยู่อาศัย ราคาบ้านรวมที่ดินต้องไม่เกิน 1.5 ลบ.ต่อยูนิต นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง ระบุว่ารัฐได้ให้ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทยร่วมกันจัดวงเงินสินเชื่อให้ทั้งผู้ซื้อและผู้พัฒนาโครงการที่เข้มร่วม (Bangkok Post)
• คาดส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนโต 3.8% ปี 59 นี้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศคาดว่ามูลค่าส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนเพิ่มขึ้น 3.8% สู่ระดับ 1.13 ล้าน ลบ.ในปีนี้ โดยตลาดส่งออกหลักได้แก่ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซียและตะวันออกกลาง (The Nation)
• กระตุ้นให้เกาหลีใต้ลงทุนภายใต้จีทูจี หลังจากนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีของไทยได้ประชุมกับรองนายกรัฐมนตรีของเกาหลีใต้ซึ่งเป็นรัฐมนตรีที่กำหนดยุทธศาสตร์และการคลังด้วย ได้ออกมากล่าวว่าไทยได้เชิญชวนบริษัทของเกาหลีใต้มาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของไทยภายใต้ข้อตกลงระหว่างรัฐบาล หรือ จีทูจี โดยไม่ต้องผ่านการเข้าร่วมประมูล โครงการดังกล่าวได้แก่ โครงการรถไฟความเร็วสูง, ถนนเชื่อมเศรษฐกิจทิศตะวันตกถึงตะวันออก และโครงการบริหารจัดการน้ำมูลค่า 2 หมื่นลบ. ในห้วยหลวง, หนองคาย เพื่อทดน้ำจากลุ่มแม่น้ำโขง (Bangkok Post/The Nation)
• แบงค์ชาติลงทุนหุ้นต่างประเทศด้วยเงินสำรองบางส่วน หลังคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเมื่อวานนี้ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สามารถลงทุนในตลาดทุนได้มากขึ้น ธปท. อาจจะเริ่มลงทุนด้วยเงินสำรองระหว่างประเทศของไทย 3-4% หรือประมาณ 1.1 แสนลบ. เพื่อบริหารความเสี่ยงค่าเงินจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก (The Nation)
• PTTEP(68.75 บ.) แจ้งว่าบริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการสำรวจของโครงการ HassiBirRekaiz ในประเทศแอลจิเรีย (PTTEP ถือหุ้นสัดส่วน 24.5%) โดยพบปริมาณการไหลของน้ำมันดิบในระดับที่น่าพอใจที่ 6,152 บาร์เรลต่อวัน ใน 10 หลุมสำรวจจากจำนวน 11 หลุม (Bangkok Post)ความเห็น: ถือเป็นประเด็นความสำเร็จในการสำรวจของโครงการของ PTTEP เช่นในอดีตที่ผ่านมา ถึงแม้การผลิตดังกล่าวจะคิดเป็นเพียง 0.5% ของระดับการผลิตปิโตรเลียมของ PTTEP ในปัจจุบัน เรายังคงคำแนะนำ ถือ สำหรับ PTTEP
ต่างประเทศ
• กลุ่มรัฐอิสลาม (IS) ได้ออกมาอ้างความรับผิดชอบต่อเหตุระเบิดที่สนามบินและสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินในกรุงบรัสเซลส์ในช่วงเวลาเร่งด่วน ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนกว่า 30 รายและกระตุ้นให้เกิดการส่งสัญญาณระวังภัยทั่วยุโรป มือวางระเบิดรายหนึ่งได้ระเบิดพลีชีพตัวเองที่สนามบินในกรุงบรัสเซลส์ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทันทีอย่างน้อย 11 รายและจากนั้นไม่นานได้เกิดเหตุระเบิดอีกครั้งที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินในกรุงบรัสเซลส์ในช่วงเวลาเร่งด่วน มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 10 รายในเหตุการณ์นี้ (Reuters)
• การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงลดลงแต่นักลงทุนไม่ขาดทุนมากนักหลังเหตุระเบิดในกรุงบรัสเซลส์ ตลาดทั่วโลกผันผวนก่อนค่อย ๆ ปรับตัวขึ้น ส่วนสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำอย่างเช่นทองคำและพันธบัตรรัฐบาลยังคงแข็งแกร่งในขณะที่มีการเผยข่าวเหตุการณ์ระเบิดในกรุงบรัสเซลส์ (Reuters)
• อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐเพิ่มขึ้นเมื่อวันอังคาร หลังจากประธานเฟดสาขาชิคาโกได้ออกมาให้ความเห็นเชิง bullish เกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐ และการขายตราสารหนี้ภาคเอกชนได้สร้างความกังวลให้แก่ตลาด ทั้งนี้ ราคาพันธบัตรอายุ 10 ปีล่าสุดลดลง 4/32 และอัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 1.94% เพิ่มขึ้นจาก 1.92% เมื่อวันจันทร์ (Reuters)
สหรัฐ:
• ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลดลงเล็กน้อยเมื่อวันอังคาร จากการเทขายหุ้นในช่วงแรกที่เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ระเบิดในกรุงบรัสเซลส์ โดยเทขายหุ้นในกลุ่มสายการบินและขนส่ง กลุ่มสินค้าที่เกี่ยวกับผู้บริโภคและกลุ่มโทรคมนาคม ส่วนหุ้นในกลุ่มเฮลท์แคร์ปรับตัวขึ้น (Reuters)
• กิจกรรมภาคการผลิตในสหรัฐขยายตัวต่ำกว่าคาดในเดือนมี.ค. ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคอุตสาหกรรมครั้งแรกของสหรัฐจัดทำโดยมาร์กิตอยู่ที่ 51.4 จุดในเดือนมี.ค. ต่ำกว่าที่
ประมาณการเฉลี่ยของตลาดที่ 51.8 จุด (Reuters)
• ราคาขายสำหรับบ้านมือสองในสหรัฐเพิ่มขึ้น 0.5% MoMในเดือนม.ค. จากเดือนธ.ค. และเพิ่มขึ้น 0.6% YoY ทั้งนี้ ราคาขายได้ขยับขึ้น 0.5% MoMในเดือนธ.ค. (Reuters)
ยุโรป:
• ตลาดหุ้นยุโรปเมื่อวันอังคารปรับตัวลดลง นำโดยการปรับตัวลดลงของหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและสันทนาการหลังจากเกิดเหตุวินาศกรรมที่สนามบินและสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินในเบลเยียม แม้ว่าจะมีตัวเลขข้อมูลเศรษฐกิจที่ประกาศออกมาดีถึง 2 ตัวก็ตาม (Reuters)
• ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจเยอรมนีสูงขึ้นในเดือน มี.ค. สถาบัน Ifoซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเศรษฐกิจของเยอรมนีรายงานดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับ 106.7 ในเดือนมี.ค. จากระดับ 105.7 จุดเมื่อเดือนก.พ. เนื่องจากอุตสาหกรรมค้าปลีกได้แรงหนุนจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่สูงขึ้น (Reuters)
• กิจกรรมทางธุรกิจยูโรโซนขยายตัวในเดือนสุดท้ายของไตรมาส สะท้อนให้เห็นว่าการผ่อนคลายทางการเงินของ ECB เริ่มเห็นผลในเชิงบวกมากขึ้น โดย Markitรายงานดัขนี PMI เบื้องต้นยูโรโซนในเดือน มี.ค. ขยายตัวมาอยู่ที่ 53.7 จาก 53.0 ในเดือน ก.พ. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เริ่มปี 2558 นอกจากนี้ยังดีกว่าที่ตลาดคาดว่าจะทรงตัวที่ 53.0(Reuters)
เอเชีย:
• กิจกรรมการผลิตของญี่ปุ่นติดลบในเดือน มี.ค. เป็นครั้งแรกในรอบเกือบหนึ่งปีจากคำสั่งซื้อสินค้าส่งออกหดตัวลงจากสัญญาณความกังวลต่อเศรษฐกิจโลกที่ยังอ่อนแอ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ Markit/Nikkei Flash ปรับฤดูกาล ลดลงเป็น 49.1 ในเดือน มี.ค. จาก 50.1 ในเดือน ก.พ. โดยลดลงมาอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 50 เป็นครั้งแรกหลังจากขยายตัวตั้งแต่ เม.ษ. ปีก่อน (Reuters)
• การเพิ่มของหนี้อาจทำให้แผนลดการใช้เหล็กและถ่านหินของจีนตกราง แคมเปญของจีนที่จะลดมลพิษทางอากาศของอุตสาหกรรมอาจตกรางจากภาระหนี้กว่า 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก, ถ่านหิน, ซีเมนต์และโลหะที่ไม่ใช่เหล็ก ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการขอสนับสนุนจากธนาคารท้องถิ่น จีนได้ตั้งงบกว่า 1 แสนหยวน (หรือ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในระหว่างสองปีข้างหน้าที่จะลดการใช้ถ่านหินและเหล็ก แต่คงต้องให้ภาระหนี้ดังกล่าวได้รับการชำระสะสางลงก่อน (Reuters)
สินค้าโภคภัณฑ์:
• น้ำมันดิบสหรัฐปรับตัวลงจากจุดสูงสุดของปีเพราะราคาน้ำมันปิดคงที่ในวันอังคาร หลังมีข่าวระเบิดในบรัสเซลส์ ก่อนที่จะมีการประกาศตัวเลขน้ำมันคงคลัง น้ำมัน Brent ปรับขึ้น 25 เซนต์ ปิดที่ 41.79 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบสหรัฐลดลง 7 เซนต์หรือสู่ 41.45 ดอลลาร์สหรัฐ หลังร่วงลงไปถึงระดับ 40.77 ดอลลาร์ก่อนหน้า (Reuters)
• ราคาทองบวกในวันอังคาร เพราะนักลงทุนเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัยหลังเกิดเหตุระเบิดในสนามบินบรัสเซลส์และในสถานีรถไฟในชั่วโมงเร่งด่วนของเมืองหลวงเบลเยี่ยม ราคาทองคำตลาดจรเพิ่มขึ้นกว่า 1% แตะจุดสูงสุดที่ 1,259 ดอลลาร์เนื่องจากเหตุระเบิดก่อนที่จะปรับลงมาปิดบวก 0.3% ที่ 1,248 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ราคาทองคำล่วงหน้าบวก 4.40 ดอลลาร์ปิด 1,248.60 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (Reuters)









