ECB ใช้มาตรการเพิ่มเติมกระตุ้นเศรษฐกิจ เมื่อ 10 มี.ค.2559
ที่ประชุม ECB มีมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรสู่ระดับ 0% ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ จากระดับ 0.05% ก่อนหน้านี้ และลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้กับ ECB สู่ระดับ -0.4% จากเดิมที่ -0.3% เพื่อสนับสนุนให้ธนาคารพาณิชย์นำเงินไปปล่อยกู้แก่ภาคธุรกิจแทนที่จะนำมาพักไว้ที่ ECB และเพิ่มวงเงินในการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) สู่ระดับ 8 หมื่นล้านยูโร/เดือน จากเดิมที่ 6 หมื่นล้านยูโร/เดือน และคาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะทรงตัวต่ำไปอีกระยะหนึ่งหลังสิ้นสุดโครงการ QE ในเดือนมี.ค.2560 ทั้งนี้มาตรการทั้ง 3 จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 16 มี.ค.2559
ประเมินว่า ECB น่าจะมีสินทรัพย์ให้เข้าซื้อเพียงพอ เพราะ ECB ขยายสินทรัพย์ที่จะเข้าซื้อในโครงการ QE เป็นหุ้นกู้ภาคเอกชนสกุลยูโรในระดับลงทุนได้ (Investment grade) เข้ามาเพิ่มด้วย จากเดิมที่ซื้อเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลและตราสารที่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน (Asset-backed securities)
ประเมินว่าช่วงแรกสภาพคล่องจะเข้าสู่ตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนก่อนภาคเศรษฐกิจจริง และคาดว่าตลาดหุ้นเอเชียจะได้รับอานิสงส์ทางบวกจากสภาพคล่องทางการเงินที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าสภาพเศรษฐกิจโดยรวมและกำไรจากการดำเนินงาน (Core Profit) ของตลาดหุ้นจะเติบโตดีขึ้นไม่มากก็ตาม และ P/E ตลาดจะอยู่ในระดับสูงจากสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้น นอกจากนั้นอัตราดอกเบี้ยติดลบและต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ทั้งในยูโรโซนและญี่ปุ่นก็ช่วยหนุนตลาดหุ้นด้วย เพราะอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำหรือติดลบกระตุ้นให้เงินไหลไปลงทุนในตลาดหุ้นที่คาดว่าจะให้อัตราผลตอบแทนที่ดีกว่ามากขึ้น
แต่...ความผันผวนของตลาดยังคงมีอยู่ ซึ่งเป็นไปตามกระแสคาดการณ์ด้านเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินและการคลังของประเทศชั้นนำต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายและเงินลงทุนที่แสวงหาอัตราผลตอบแทนในระยะสั้นหรือเป็นรอบๆ ทั้งนี้เพราะภาวะเศรษฐกิจจริงทั่วโลกยังไม่ดี มีความเสี่ยงว่าอาจจะเติบโตได้น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ และยังไม่ได้มีเสถียรภาพมากนัก ส่วนหนึ่งมาจากความผันผวนของราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ และความไม่สมดุลระหว่างการผลิตของภาคเศรษฐกิจจริงกับราคาสินทรัพย์ในตลาดแรกและตลาดรอง
กลยุทธ์การลงทุน ยังคงเน้นหุ้นคุณภาพดีและจ่ายปันผล โดยต้องพิจารณาเรื่องความถูกแพงของราคาหุ้นเพื่อกำหนดจังหวะในการเข้าและออกด้วย หุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแรงและจ่ายปันผลได้อย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งมี Valuation จูงใจ ที่น่าสนใจ ได้แก่
กลุ่มธนาคารพาณิชย์ : เราเลือกจากหุ้นที่มีความมั่นคงสูง, P/E ปี 2559 ต่ำกว่า 10 เท่า, P/BV ปี 2559 อยู่ที่ 1 เท่าหรือต่ำกว่า และจ่ายปันผลโดยให้ Yield ปี 2559 สูงกว่า 4% ซึ่งพบว่าเป็น BBL (TP 202 บาท), KTB (TP 20 บาท) และ TCAP (TP 42 บาท)
กลุ่มพลังงาน : เลือกจากธุรกิจมั่นคง, P/E และ EV/EBITDA ปี 2559 ต่ำกว่า 10 เท่า & PEG ต่ำกว่า 1 เท่า และจ่ายปันผลโดยให้ Yield ปี 2559 สูงกว่า 4% ซึ่งพบว่าเป็น PTT (TP 320 บาท) และ PTTGC (TP 70 บาท)
กลุ่มอาหาร : เลือกจากธุรกิจที่กระจายความเสี่ยง, มีการเติบโตของกำไรที่ดี และ P/E ไม่ได้สูงมากเมื่อเทียบกับการขยายตัวของกำไรในปี 2559 (PEG ต่ำกว่า 1 เท่า) รวมทั้งให้ Dividend Yield ไม่น้อยกว่า 3% ซึ่งได้มาเป็นหุ้น TU (TP 22.3 บาท)
กลุ่มสื่อสาร : เพื่อหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอนในอุตสาหกรรมว่าจะมีผู้ประกอบการรายที่ 4 คือ JAS เข้ามาหรือไม่ ซึ่งมีผลต่อการแข่งขันในอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันก็สูงมากอยู่แล้ว เราจึงเลือกหุ้นที่มีรายได้ที่แน่นอนและจ่ายปันผลสูง โดยคาดการณ์ Yield ปี 2559 ไว้ที่ 7% ซึ่งก็คือ DIF (TP 14.80 บาท)
กลุ่มที่พักอาศัย : เราเลือกจากการเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีธุรกิจมั่นคง ฐานะการเงินดี และ Valuation จูงใจ โดยมี P/E และ EV/EBITDA ต่ำกว่า 10 เท่า รวมทั้งจ่ายปันผลสูง โดยมี Yield ปี 2559 ไม่น้อยกว่า 5% ซึ่งพบว่าเป็น AP (TP 7 บาท), LPN (TP 14.2 บาท), SPALI (TP 19.6 บาท)
หมายเหตุ : TP = ราคาตามปัจจัยพื้นฐาน






