วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

M - ถือ

ห่างกันซักพัก..จนกว่าจะเห็นสัญญาณเชิงบวก

ประเด็นการลงทุน

เรายังคงคำแนะนำ ถือ ด้วยราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2559 (คิดด้วยวิธี DCF) ที่ 55 บาท จาก WACC 9.0% และ terminal growth rate ที่ 2.0% เราคาดกำไรหลักปี 2559 เติบโตแบบไม่ตื่นเต้นนักที่ 6% แค่ยังให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลดีที่ 3.8% สำหรับปี 2559 ปัจจุบัน M ซื้อขายที่ PER ปี 2559 ที่ 24.4 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในระยะยาวที่ 26.4 เท่า ตั้งแต่ IPO ในปี 2556 และต่ำกว่าค่าเฉลียของโลกที่ 25.6 เท่า เราคาดนักลงทุนจะรอจนกว่าจะเห็นสัญญาณบวกจากการเติบโตของยอดขายของสาขาเดิมและกำไรก่อนที่จะกลับเข้าไปลงทุนใหม่อีกรอบ 

เปิดเผยแผนธุรกิจปี 2559

บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโต 7-9% ในปี 2559 ซึ่งเป็นไปตามที่เราคาดที่ 7% บริษัทตั้งเป้ายอดขายของสาขาเดิมเติบโต 3.0% YoY ในปี 2559 สำหรับทั้งภัตตาคารเอ็มเคและร้านยาโยอิ เทียบกับลดลงของยอดขายของสาขาเดิม 6.0% ในปี 2558 สำหรับทั้งเอ็มเคและยาอิ อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารชี้ว่าการเติบโตของยอดขายของสาขาเดิมเพียง 1-2% นั้นมีโอกาสเป็นไปได้ เนื่องจากแนวโน้มการบริโภคในไทยที่อ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง บรษิทตั้งเป้าขยายสาขาภัตตาคารเอ็มเค 20 สาขา (17 สาขาในปี 2558) และ 25 สาขาสำหรับยาโยอิ (12 สาขาในปี 2558) การเปิดสาขาใหม่สำหรับเอ็มเคเป็นไปตามที่เราคาด แต่เรามองว่าเป้าหมายการเปิดสาขาใหม่ของยาโยอิน่าจะสูงเกินไป โดยเราคาดสามารถเปิดสาขายาโยอิได้เพียง 15 สาขาเท่านั้น โดยเราคาดยอดขายของสาขาเดิมในปี 2559 แบบอนุรักษ์นิยมกว่าบริษัทโดยคาดหดตัว 0.1% สำหรับเอ็มเคและเติบโต 1.0% สำหรับยาโยอิ

เพิ่มครัวกลางแห่งใหม่ลดการซื้ออาหารจากภายนอก

M วางแผนตั้งบริษัทในเครือแห่งใหม่ International Food Supply Co.,Ltd (IFS) ทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท ในนิคมอุตสาหกรรมนวนคร IFS จะเป็นครัวกลางอีกแห่งของบริษัทที่จะผลิตเกี๊ยวซ่า, ขนมจีบ, ซาลาเปาและทงคัตซึสำหรับการใช้ภายในภัตตาคารแทนการซื้อจากบริษัทอื่น โดยจะเริ่มดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังของปี 2559 ด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI มีกำลังการผลิตเต็มที่ 200 ล้านบาท แต่บริษัทวางแผนผลิตเพื่อใช้ภายในบริษํท 100 ล้านบาท ลำหรับขายคนนอกอีก 100 ล้านบาท โดยจะทำให้บริษัทลดสัดส่ววนการซื้อของจากภายนอก 100 ล้านบาทหรือประมาณ 3% ซึ่งจะมีประโยชน์กับบรัทในแง่การควบคุมคุณภาพ, ต้นทุนแรงงานที่ต่ำลงและการควบคุมอัตรากำไรขั้นต้น ในระยะยาวเรามองว่า น่าจะมีโอกาสที่จะปรับเพิ่มประมาณการกำไร หากบริษัทเริ่มผลิตและจัด จำหน่ายให้กับบริษัทอื่นๆด้วย


ยืนยันอัตราการจ่ายปันผลทรงตัวในระดับสูง

ผู้บริหารวางแผนจะรักษาระดับอัตราการจ่ายปันผลในระดับสูง ที่สำคัญคือบริษัทเองยังมีความสามารถในการจ่ายปันผล เนื่องจากงบดุลยังค่อนข้างแข็งแกร่ง (เงินสดส่วนเกิน 9 พันล้านบาท ณ สิ้นปี 2558 และมีสถานะเงินสดสุทธิ) เราคาดอัตราการจ่ายปันผลในปี 2559 อยู่ที่ 93% ซึ่งหมายถึง ปันผลต่อหุ้นที่ 2.01 บาท และอัตราผลตอบแทนที่ 3.8% และ อัตราการจ่ายปันผลที่ 95% ในปี 2560 หรือปันผลต่อหุ้นที่ 2.22 บาท อัตราผลตอบแทน 4.2%

การซื้อกิจการใหม่เพิ่มเติมไม่รีบร้อน

เงินสดส่วนเกินหนุนให้บริษัทสามารถเข้าซื้อกิจการใหม่ได้ แต่ เราคาดยังไม่เห็นธุรกรรมดังกล่าวในระยะกลาง ปัจจัยหลักสำหรับการเข้าซื้อกิจการใหม่คือขนาดของกิจการ (ยอดขาย 2-4 พันล้านบาท) อัตราผลตอบแทนจากเงินลงทุน 10% สินทรัพย์ดำเนินงานต้องมีศักยภาพในการขยายตัวและราคาเข้าซื้อมีความเหมาะสม ผู้บริหารชี้แจงว่า ยังไม่มีความจำเป็นที่ต้องเร่งเข้าซื้อกิจการใหม่เพิ่มเติมในระยะเวลาอันใกล้นี้